xs
xsm
sm
md
lg

เปิด 7 แหล่งน้ำยุทธศาสตร์ หล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมภาคตะวันออก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อ่างเก็บน้ำบางพระ
ศูนย์ข่าวศรีราชา – เปิดแผนที่แหล่งน้ำสำคัญในพื้นที่ EEC ครอบคลุมชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นฐานการผลิตและการลงทุนสำคัญของประเทศ เผยระบบอ่างเก็บน้ำและโครงข่าย Water Grid คือหัวใจบริหารจัดการน้ำรองรับภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ภาครัฐเร่งเดินหน้าเมกะโปรเจกต์อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ รองรับความต้องการใช้น้ำที่คาดว่าจะพุ่งทะลุ 3,125 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในปี 2580

พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ถือเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมและการลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศ ส่งผลให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

ปัจจุบัน ระบบน้ำของ EEC อาศัยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งที่เชื่อมโยงกันผ่านโครงข่ายท่อส่งน้ำ หรือ Water Grid ทำให้สามารถบริหารจัดการน้ำข้ามจังหวัดและข้ามลุ่มน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม การอุปโภคบริโภค และภาคเกษตรกรรม

อ่างเก็บน้่ำประแสร์
อ่างเก็บน้ำหลัก 3 จังหวัด หัวใจของระบบน้ำภาคตะวันออก

จังหวัดชลบุรีมี อ่างเก็บน้ำบางพระ อำเภอศรีราชา เป็นแหล่งน้ำดิบหลักสำหรับผลิตน้ำประปา รองรับพื้นที่เมืองและนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่ อ่างเก็บน้ำหนองค้อ ทำหน้าที่สนับสนุนระบบสูบผันน้ำเข้าสู่พื้นที่แหลมฉบัง ส่วนอ่างเก็บน้ำดอกกราย คลองใหญ่ และหนองปลาไหล เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของระบบส่งน้ำระหว่างจังหวัด

จังหวัดระยองมี อ่างเก็บน้ำประแสร์ ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคตะวันออก ทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำสำรองหลักของระบบ และสามารถผันน้ำไปเติมอ่างเก็บน้ำอื่นได้ในช่วงวิกฤต ขณะที่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล เป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและปลวกแดง

ส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา มี อ่างเก็บน้ำคลองสียัด อำเภอท่าตะเกียบ ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัด และเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำคัญทั้งด้านการเกษตรและการบริหารจัดการน้ำของพื้นที่ภาคตะวันออก

อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล
"Water Grid" โครงข่ายท่อส่งน้ำ เชื่อมทุกอ่างเก็บน้ำเข้าด้วยกัน

หนึ่งในจุดแข็งของระบบบริหารจัดการน้ำ EEC คือการพัฒนาโครงข่ายท่อส่งน้ำที่สามารถเชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำสำคัญหลายแห่งเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปยังคลองใหญ่ หนองปลาไหล หนองค้อ และบางพระได้ตามสถานการณ์

ระบบดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะฝนทิ้งช่วงหรือภัยแล้ง ทำให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างยืดหยุ่น และรักษาเสถียรภาพของการผลิตน้ำประปา รวมถึงภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง

อุตสาหกรรมครองแชมป์ใช้น้ำเกือบครึ่งของระบบ

ข้อมูลแผนพัฒนา EEC ระบุว่า ความต้องการใช้น้ำผ่านระบบท่อส่งน้ำหลักในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 657.73 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี โดยภาคอุตสาหกรรมใช้น้ำมากที่สุด 308.98 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือ 46.98% รองลงมาคือภาคอุปโภคบริโภค 216.83 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี (32.97%) และภาคเกษตรกรรม 131.92 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี (20.06%)

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นผู้ใช้น้ำรายใหญ่ที่สุดของพื้นที่ EEC จึงจำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการและสำรองน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุน

อ่างเก็บน้ำหนองค้อ
ปริมาณน้ำยังอยู่ในเกณฑ์บริหารจัดการได้

สถานการณ์ล่าสุดพบว่า อ่างเก็บน้ำประแสร์มีน้ำประมาณ 63% หรือราว 186 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลมีน้ำ 52% หรือประมาณ 86 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำบางพระมีน้ำ 43% หรือประมาณ 51 ล้านลูกบาศก์เมตร แม้ภาพรวมยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง

เดินหน้า "คลองวังโตนด" เติมน้ำต้นทุน รองรับการลงทุนอนาคต

เพื่อเสริมความมั่นคงด้านน้ำ รัฐบาลได้อนุมัติโครงการก่อสร้าง อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี วงเงินกว่า 7,200 ล้านบาท ความจุ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร มีกำหนดดำเนินการระหว่างปี 2570–2576 เพื่อเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนและผันน้ำเข้าสู่ระบบ Water Grid รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมถึง Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

นิคมอุตสากรรม
อีก 10 ปี ความต้องการใช้น้ำทะลุ 3,100 ล้านลูกบาศก์เมตร

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) คาดการณ์ว่า ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ EEC จะเพิ่มจาก 2,888 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ในปี 2570 เป็น 3,125 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ในปี 2580

การเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้น้ำสะท้อนให้เห็นว่า "ทรัพยากรน้ำ" จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่ EEC ในอนาคต ดังนั้น การลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำใหม่ การขยายโครงข่ายท่อส่งน้ำ และการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมภาคตะวันออกในระยะยาว