กาญจนบุรี – ฝ่ายปกครองอำเภอทองผาภูมิ สนธิกำลัง อส. ผู้นำชุมชน และ ชรบ. ปิดล้อมจับกุมแรงงานชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย 45 คน ขณะซ่อนตัวอยู่กลางป่าชุมชนบ้านเกริงกระเวีย สารภาพลักลอบข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติ เตรียมรอรถมารับไปทำงานในประเทศมาเลเซีย รวมถึงกรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร และชลบุรี โดยยอมจ่ายค่านายหน้าสูงสุดคนละ 45,000 บาท
วันนี้ ( 7 ส.ค.) นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี และนางสาวกมลชญา ประเสริฐสิน ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี ได้รับรายงานจาก นายอนุสรณ์ สง่าแสง นายอำเภอทองผาภูมิ ว่า มีพลเมืองดีแจ้งพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยคาดว่าเป็นแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย ซ่อนตัวอยู่บริเวณป่าชุมชนบ้านเกริงกระเวีย หมู่ 2 ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ
ภายหลังรับแจ้ง นายอำเภอทองผาภูมิได้สั่งการให้ นายยงยุทธ แสวงสุข ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง นำกำลังสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กองร้อย อส.อำเภอทองผาภูมิที่ 9 ร่วมกับผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) บ้านเกริงกระเวีย เข้าตรวจสอบพื้นที่
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางถึงจุดเกิดเหตุ พบแรงงานชาวเมียนมาจำนวนมาก ทั้งชายและหญิง กำลังหลบฝนอยู่ภายในเต็นท์ที่กางไว้กลางป่าชุมชน เจ้าหน้าที่จึงเข้าปิดล้อมและแสดงตัวเข้าจับกุม สามารถควบคุมตัวไว้ได้ทั้งหมด 45 คน แบ่งเป็นชาย 27 คน และหญิง 18 คน อายุระหว่าง 18-40 ปี
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ถูกจับกุมทั้งหมดรับสารภาพว่า ลักลอบเดินเท้าข้ามชายแดนจากฝั่งเมืองพญาตองซู ประเทศเมียนมา ผ่านช่องทางธรรมชาติบริเวณบ้านพระเจดีย์สามองค์ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี ก่อนเดินหลบเลี่ยงจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และลงเรือล่องผ่านอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ เข้ามาขึ้นฝั่งในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ จากนั้นมาหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าชุมชนเพื่อรอรถมารับ
ผู้ต้องหายังให้การว่า บางส่วนมีจุดหมายปลายทางไปทำงานในประเทศมาเลเซีย โดยจ่ายค่านายหน้า คนละ 45,000 บาท ขณะที่อีกส่วนต้องการเดินทางไปทำงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดชลบุรี โดยเสียค่านายหน้า คนละ 25,000 บาท แต่ระหว่างรอรถมารับก็ถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมเสียก่อน
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 45 คน ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ ดำเนินคดีในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย” ก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.


