นครพนม-ตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม สนธิกำลังตำรวจน้ำและสภ.นาแก สกัดจับขบวนการลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติ รวบ 2 ผู้ต้องหา พร้อมยึดเฮโรอีน 280 แท่ง และไอซ์ 94 ก้อน มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท หลังสกัดรถกระบะต้องสงสัยได้บริเวณด่านหน้า สภ.นาแก ขณะเตรียมลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ
วันนี้ ( 7 ส.ค.) ที่อาคารแสงสิงแก้ว กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ว่าที่ ร.ต.รวยรุ่ง ใครบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วยพล.ต.ต.ศักดิ์ชาย สาดมะเริง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม พ.ต.ท.เกียรติคุณ ดวงแก้ว สารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนม และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ
การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่าจะมีขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดน อำเภอธาตุพนม เข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ จึงวางแผนเฝ้าติดตามและกระจายกำลังสกัดจับ
กระทั่งเวลาประมาณ 02.00 น. เจ้าหน้าที่พบรถยนต์กระบะ มิตซูบิชิ แอล 200 สีเทา ขับมาตามเส้นทางบ้านต้อง–สกลนคร มุ่งหน้าเข้าสู่อำเภอนาแก จึงประสานกำลังกับ สภ.นาแก ตั้งจุดสกัดบริเวณหน้าโรงพัก ก่อนสามารถควบคุมรถต้องสงสัยไว้ได้เมื่อเวลาประมาณ 02.30 น.
จากการตรวจค้นบริเวณท้ายกระบะ พบวัตถุต้องสงสัยบรรจุอยู่ในห่อสีดำจำนวน 5 ก้อน ภายในซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ประกอบด้วย เฮโรอีน 280 แท่ง และไอซ์ 94 ก้อน รวมมูลค่าของกลางประมาณ 100 ล้านบาท พร้อมยึดรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุอีก 1 คัน มูลค่าประมาณ 80,000 บาท
เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหา 2 ราย คือนายสง่า และนายอดิศร (สงวนนามสกุล) ชาวจังหวัดอุบลราชธานี ก่อนแจ้งข้อหา ร่วมกันจำหน่ายโดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีนและไอซ์) โดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อการค้า อันก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ รวมถึงเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย ก่อนส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี และขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการ
พล.ต.ต.ศักดิ์ชาย สาดมะเริง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ผู้ต้องหาทั้งสองเคยต้องโทษในคดียาเสพติดมาก่อน และเพิ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำได้ไม่นาน ก่อนกลับมารับจ้างลำเลียงยาเสพติดอีกครั้ง โดยได้รับการว่าจ้างเป็นเงิน 100,000 บาท และได้รับเงินล่วงหน้า 40,000 บาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายการเดินทาง ขณะที่หนึ่งในผู้ต้องหาอ้างว่าจะนำเงินค่าจ้างไปใช้รักษาโรคประจำตัว
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายผู้สั่งการและผู้ร่วมขบวนการ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดตามแนวชายแดนอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ


