ศูนย์ข่าวศรีราชา - หลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด วงเงิน 7,200 ล้านบาท เดินหน้าก่อสร้างในช่วงปี 2570-2576 เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้ภาคตะวันออก โครงการดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นทั้งโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของพื้นที่ EEC และเป็นประเด็นถกเถียงด้านผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและถิ่นอาศัยของช้างป่ามาอย่างต่อเนื่อง
โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด ที่กรมชลประทานวางแผนเพื่อแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดจันทบุรี ซึ่งแม้จะมีปริมาณฝนตกมาก แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ลาดชัน ทำให้น้ำไหลลงสู่อ่าวไทยอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในฤดูฝน และขาดแคลนน้ำต้นทุนในช่วงฤดูแล้ง โดยเฉพาะน้ำสำหรับสวนผลไม้ การอุปโภคบริโภค และภาคการท่องเที่ยว
แผนพัฒนาดังกล่าวประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำหลัก 4 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อ่างเก็บน้ำคลองพวาใหญ่ และอ่างเก็บน้ำคลองห้วยสะพานสาด ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมด ขณะที่อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่สุดและเป็นส่วนสุดท้ายของระบบ
โครงการเริ่มมีการศึกษาและวางแผนอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงปี 2550-2560 ก่อนมีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ระหว่างปี 2561-2564 ซึ่งนำไปสู่การแสดงความคิดเห็นทั้งจากหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะประเด็นการใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของช้างป่า
ต่อมาในช่วงปี 2565-2568 กรมชลประทานได้ปรับรูปแบบโครงการเพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ป่า โดยลดพื้นที่ดำเนินโครงการเหลือประมาณ 11,000 ไร่ พร้อมกำหนดมาตรการลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ การจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า การชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ และดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับรายงาน EHIA
กระทั่งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินโครงการ ภายใต้กรอบวงเงิน 7,200 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 7 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570-2576
สำหรับรายละเอียดของโครงการ อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดจะมีความจุ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่ชลประทานกว่า 87,700 ไร่ มีเป้าหมายเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับภาคเกษตร โดยเฉพาะสวนผลไม้เศรษฐกิจของจังหวัดจันทบุรี รองรับการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ภาคการท่องเที่ยว และการพัฒนาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมทั้งช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำคลองวังโตนดช่วงฤดูฝน
อย่างไรก็ตาม ครม.ได้กำชับให้กรมชลประทานดำเนินโครงการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยต้องขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติให้แล้วเสร็จก่อนเริ่มก่อสร้าง ใช้พื้นที่เท่าที่จำเป็น ปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมทุกประการ พร้อมทั้งร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ดำเนินโครงการบ้านมั่นคงชนบท เพื่อดูแลที่อยู่อาศัยและจ่ายค่าชดเชยแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม
แม้โครงการจะได้รับไฟเขียวจากคณะรัฐมนตรี แต่ยังคงมีเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและองค์กรอนุรักษ์ที่เรียกร้องให้ทบทวนข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความสมบูรณ์ของรายงาน EHIA และผลกระทบต่อผืนป่าและช้างป่า ขณะที่ภาครัฐยืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการควบคู่กับมาตรการลดผลกระทบและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาแหล่งน้ำเกิดความสมดุลกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว.


