จันทบุรี – คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ 7,200 ล้านบาท ให้กรมชลประทานเดินหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรีรองรับการขยายตัวของภาคเกษตร อุตสาหกรรม และพื้นที่ EEC ขณะที่ภาคประชาชนยืนยันไม่ได้คัดค้านการพัฒนา แต่ขอให้ดำเนินโครงการบนข้อมูลที่ถูกต้องและคำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ภายใต้กรอบวงเงิน 7,200 ล้านบาท โดยกำหนดแผนดำเนินงาน 7 ปี ระหว่างปีงบประมาณ 2570-2576 เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก รองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นทั้งด้านการอุปโภคบริโภค การเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
โครงการดังกล่าวจะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดความจุ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่ชลประทานได้กว่า 87,700 ไร่ และเป็นหนึ่งใน 38 โครงการสำคัญตามแผนพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการพัฒนา EEC ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีได้กำชับให้กรมชลประทานดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความโปร่งใส และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติให้แล้วเสร็จก่อนเริ่มก่อสร้าง ใช้พื้นที่เท่าที่จำเป็น และดำเนินมาตรการป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้กรมชลประทานร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ดำเนินโครงการบ้านมั่นคงชนบท เพื่อรองรับการย้ายที่อยู่อาศัยของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ พร้อมกำชับให้การจ่ายค่าชดเชยเป็นไปอย่างเป็นธรรมและเป็นไปตามกฎหมาย
ขณะเดียวกัน นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เคลื่อนไหวคัดค้านโครงการ ได้แสดงจุดยืนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ไม่ได้คัดค้านการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ แต่เห็นว่ารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ พร้อมระบุว่า จะเดินหน้าติดตามและคัดค้านหากยังไม่มีการแก้ไข โดยยืนยันว่า "ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ ผมจะสู้ไม่ถอย ผมจะไม่ปล่อยให้ช้างป่าถูกน้ำท่วมแน่นอน"
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเห็นที่แตกต่างระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน โดยฝ่ายรัฐมุ่งผลักดันโครงการเพื่อเสริมความมั่นคงด้านน้ำของภาคตะวันออก ส่วนภาคประชาชนเรียกร้องให้การดำเนินโครงการตั้งอยู่บนข้อมูลทางวิชาการที่ถูกต้อง โปร่งใส และลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและชุมชนให้มากที่สุด.


