กาญจนบุรี – สสปท.เผยผลถอดบทเรียนเหตุเตาหลอมแร่พลวงระเบิดในโรงงาน จ.กาญจนบุรี เสนอใช้กรอบวิเคราะห์ 6M ค้นหาสาเหตุเชิงลึก พร้อมยกระดับมาตรการป้องกัน 4 ขั้น หวังลดความสูญเสียในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นแรงงานเมียนมา 2 ราย ส่วนคนงานไทยยังรักษาตัวในห้องไอซียู
จากกรณีเหตุเตาหลอมแร่พลวงภายในโรงงานของบริษัท กรีน เทค แอนติโมนี จำกัด หมู่ 14 ต.ห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ระเบิดอย่างรุนแรง เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ส่งผลให้คนงานได้รับบาดเจ็บ 7 ราย ล่าสุดมีแรงงานชาวเมียนมาเสียชีวิตแล้ว 2 ราย ขณะที่คนงานชาวไทยยังอาการสาหัสรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู
ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 7 ราย ถูกนำส่งโรงพยาบาลห้วยกระเจาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ก่อนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา โดยผู้เสียชีวิตคือ นาย LIN HTET AUNG อายุ 27 ปี และนายซอ วิน อู อายุ 29 ปี ทั้งคู่เป็นแรงงานชาวเมียนมา ส่วนคนงานไทย อายุ 45 ปี ยังอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ขณะที่ผู้บาดเจ็บทั้งหมดมีบาดแผลถูกเปลวไฟลวกบริเวณใบหน้า ลำคอ และลำตัวจากแรงระเบิด
ล่าสุด สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) หรือ สสปท. ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมความปลอดภัย พร้อมถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า อุบัติเหตุเตาหลอมโลหะระเบิดมักไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดเพียงจุดเดียว แต่เกิดจากความล้มเหลวของหลายระบบที่เชื่อมโยงกัน
สสปท.เสนอให้ใช้ กรอบวิเคราะห์ 6M ในการสอบสวนหาสาเหตุอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย เครื่องจักร (Machine) วิธีการทำงาน (Method) วัตถุดิบ (Material) บุคลากร (Man) ระบบการวัดและควบคุม (Measurement) และสภาพแวดล้อม (Milieu) เพื่อค้นหาปัจจัยที่แท้จริงของอุบัติเหตุ
สำหรับกระบวนการถลุงแร่พลวง ซึ่งต้องใช้อุณหภูมิสูงถึง 1,000-1,200 องศาเซลเซียส สสปท.ระบุว่ามีความเสี่ยงสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การระเบิดจากไอน้ำ (Steam Explosion) เมื่อวัตถุดิบที่มีความชื้นสัมผัสโลหะหลอมเหลว การเกิดแรงดันสะสมภายในเตา และการสะสมของก๊าซไวไฟ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์และไฮโดรเจน จนเกิดการระเบิด
นอกจากนี้ ยังเสนอ มาตรการป้องกัน 4 ชั้น เพื่อยกระดับความปลอดภัยในโรงงาน ได้แก่ การติดตั้งระบบตัดการทำงานอัตโนมัติและระบบตรวจจับก๊าซแบบเรียลไทม์ การคัดกรองและอบวัตถุดิบให้แห้งก่อนเข้าสู่เตาหลอม การใช้ระบบ Lockout/Tagout (LOTO) และการจัดทำขั้นตอนปฏิบัติงานมาตรฐาน (SOP) รวมถึงการตรวจสอบจุดเสี่ยงประจำวัน (Daily Checklist) และส่งเสริมการรายงานเหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ (Near Miss)
ด้าน ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สสปท. ระบุว่า อุบัติเหตุครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่สถานประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด พร้อมย้ำว่า หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงต้องรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที การปกปิดข้อมูลไม่เพียงผิดกฎหมาย แต่ยังทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการนำบทเรียนไปพัฒนามาตรการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำและลดความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน และชุมชนโดยรอบในอนาคต.


