ศูนย์ข่าวศรีราชา - ตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ ที่ถูกพาดพิงว่ามีความใกล้ชิดกับ “ไอ้ป๋อง” ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมอำพรางศพ 5 ราย ออกมาเปิดใจยืนยันไม่เคยใช้เป็นสายข่าวหรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมเผยเคยจับกุมไอ้ป๋องมาแล้ว 2 คดี และหลังพ้นโทษยังสั่งให้ขึ้นบัญชีเป็นบุคคลเฝ้าระวังทันที เพราะเห็นว่าเป็นบุคคลอันตราย เสี่ยงกลับมาก่อเหตุซ้ำ
จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของ นายฑณา เกิดทอง หรือ “ไอ้ป๋อง” อายุ 43 ปี หนึ่งในผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมอำพรางศพ 5 ราย หลังมีกระแสกล่าวอ้างว่าไอ้ป๋องทำหน้าที่เป็นสายให้ตำรวจ รวมทั้งมีการพาดพิงอดีตตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ อักษรย่อ “ษร.” นั้น
ล่าสุด วันนี้ ( 5 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ นายหนึ่ง ซึ่งถูกพาดพิงในกระแสข่าว โดยยืนยันว่าไม่เคยเรียกใช้ไอ้ป๋องเป็นสายข่าว และไม่เคยมีความสัมพันธ์เป็นการส่วนตัว ตรงกันข้ามกลับเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่เคยจับกุมไอ้ป๋องมาแล้วถึง 2 คดี ตั้งแต่ย้ายมาประจำ สภ.ห้วยใหญ่ เมื่อปี 2556
ตำรวจนายดังกล่าวเปิดเผยว่า คดีแรกเกิดขึ้นช่วงกลางปี 2561 หลังได้รับการประสานจาก สภ.เมืองพัทยา ให้เข้าช่วยเหลือหญิงสาวที่ถูกกักขังอยู่ภายในบ้านพักย่านซอยเนินทราย ตำบลห้วยใหญ่ แม้การตรวจค้นครั้งแรกจะไม่พบผู้เสียหาย แต่ระหว่างถอนกำลังเจ้าหน้าที่ได้ยินเสียงผิดปกติ จึงย้อนกลับเข้าตรวจค้นอีกครั้ง ก่อนพบหญิงสาวซ่อนตัวอยู่ใต้เตียง มีผ้าขนหนูคลุมใบหน้าและมีร่องรอยถูกทำร้ายจนใบหน้าบวม จึงควบคุมตัวไอ้ป๋องดำเนินคดี อย่างไรก็ตาม วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายไม่ประสงค์ดำเนินคดี โดยอ้างว่าเป็นคนรักกัน ทำให้ผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัว
ต่อมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ไอ้ป๋องก่อเหตุพยายามฆ่าและความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน ก่อนหลบหนี เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนติดตามตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานให้บิดาช่วยเกลี้ยกล่อมให้เข้ามอบตัว กระทั่งวันที่ 13 ตุลาคม 2561 เจ้าหน้าที่สายตรวจ สภ.หนองปรือ จับกุมตัวได้ที่ห้องพักในพื้นที่ตำบลโป่ง หลังได้รับแจ้งจากประชาชนว่าก่อความเดือดร้อน และตรวจสอบพบหมายจับของศาลจังหวัดพัทยา ก่อนประสาน สภ.ห้วยใหญ่ รับตัวกลับดำเนินคดี
ระหว่างการสอบสวน เจ้าหน้าที่พยายามติดตามอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ โดยไอ้ป๋องอ้างว่านำปืนลูกโม่ขนาด .38 ไปทิ้งทะเลหลังวัดบ้านอำเภอ เจ้าหน้าที่พร้อมนักประดาน้ำและเครื่องตรวจค้นลงพื้นที่ค้นหา แต่ไม่พบอาวุธปืนตามคำกล่าวอ้าง แม้จะพยายามเกลี้ยกล่อมให้เปิดเผยจุดซ่อนอาวุธเพื่อประโยชน์ต่อรูปคดี แต่ผู้ต้องหายังคงปฏิเสธ ก่อนถูกส่งตัวเข้าเรือนจำในช่วงปลายปี 2561
ตำรวจนายดังกล่าวเปิดเผยอีกว่า หลังเวลาผ่านไปราว 8 ปี ช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569 ไอ้ป๋องได้โทรศัพท์มาหา พร้อมแนะนำตัวว่า “สวัสดีครับพี่ ผมป๋องเอง” เมื่อสอบถามว่าได้หมายเลขโทรศัพท์มาจากไหน ก็ได้รับคำตอบว่าเป็นเบอร์ที่ตำรวจเคยเขียนทิ้งไว้ให้บิดาเมื่อหลายปีก่อน
“พอวางสาย ผมสั่งให้ชุดสืบสวนจัดทำประวัติเป็นบุคคลเฝ้าระวังทันที เพราะรู้พฤติกรรมดี เห็นว่าเป็นคนอันตราย เกรงว่าจะกลับมาก่อเหตุอีก” ตำรวจนายดังกล่าวกล่าว
ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปภาพลักษณะคล้ายกอดเอว และมีข้อมูลว่ามีการติดต่อทางโทรศัพท์กับไอ้ป๋องนั้น เจ้าตัวยืนยันว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมด โดยครั้งหนึ่งไอ้ป๋องโทรศัพท์มาแจ้งว่าพบตำรวจอยู่บริเวณอู่ซ่อมรถจักรยานยนต์ จึงโทรกลับเพื่อสอบถามว่าพบผู้ต้องหาตามหมายจับหรือไม่ ก่อนนัดพูดคุยที่ร้านอาหารใกล้เคียง ซึ่งเมื่อไอ้ป๋องมาถึงได้เดินเข้ามาสวมกอด ก่อนพูดคุยกันเพียงสั้น ๆ แล้วแยกย้าย
สำหรับการโทรศัพท์หาไอ้ป๋องอีกครั้ง เป็นช่วงที่ผู้ต้องหาตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีลักพาตัวสองพี่น้องชาวรัสเซีย โดยเป็นการโทรตามคำสั่งของทีมสืบสวนเพื่อใช้ติดตามตัว แต่ไม่สามารถติดต่อได้ เนื่องจากโทรศัพท์ถูกปิดเครื่อง
ตำรวจนายดังกล่าวยืนยันว่า ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดต่อผู้บังคับบัญชาแล้ว พร้อมย้ำว่าไม่เคยใช้ไอ้ป๋องเป็นสายข่าว ไม่เคยมีผลประโยชน์ร่วมกัน และยังเป็นหนึ่งในผู้จับกุม รวมถึงเป็นพยานในคดีของไอ้ป๋องมาโดยตลอด


