xs
xsm
sm
md
lg

ที่ดินบุรีรัมย์พร้อมตรวจสอบปม สามตายายร้อง อบต.ฮุบที่ดินสร้างสถานีขนส่ง ชี้หากมี“ส.ค.1”ก่อนย่อมมีสิทธิเหนือกว่า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



บุรีรัมย์- เจ้าพนักงานที่ดินบุรีรัมย์ สาขากระสัง พร้อมตรวจสอบหลักฐานปมสามตายายร้อง อบต.ฮุบที่ดินสร้างสถานีขนส่ง ชี้หากมี “ส.ค.1” ก่อนขึ้นทะเบียนเป็นสาธารณประโยชน์ ย่อมมีสิทธิเหนือกว่า แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ หรือยังมีข้อโต้แย้งระหว่างคู่กรณี ต้องใช้สิทธิดำเนินคดีฟ้องศาลเพื่อวินิจฉัยสิทธิในที่ดินต่อไป

ความคืบหน้ากรณีสามตายายพี่น้องชาว อ.กระสัง บุรีรัมย์ ร้องขอความเป็นธรรมและขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริง ถูก อบต. พยายามฮุบที่ดินที่มีหลักฐาน ส.ค.1 ครอบครองทำกินมากว่า 100 ปี เพื่อเตรียมสร้างสถานีขนส่ง ทั้งปล่อยให้นายทุนเปิดตลาดนัดหารายได้ ทำครอบครัวเดือดร้อนไม่สามารถเข้าไปทำกินในที่ดินตัวเองได้ ลูกหลานต้องดิ้นรนทำงานรับจ้างต่างถิ่น


ล่าสุดวันนี้ (4 ส.ค.69) ทีมข่าวได้เดินทางไปสอบถามข้อมูลที่สำนักงานที่ดินสาขากระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ โดย นายภัทรนิติ กรีธาธร เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขากระสัง ระบุว่า กรณีดังกล่าวก็พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามขั้นตอน โดยหากผู้ร้องมีเอกสาร ส.ค.1 และประสงค์จะขอออกโฉนด สามารถนำหลักฐานมายื่นต่อสำนักงานที่ดิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการรังวัดได้ตามขั้นตอน แต่หากมีหน่วยงานท้องถิ่นคัดค้าน โดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิ์ตามกฎหมาย


ส่วนที่ผู้ร้อง ระบุว่า เคยยื่นเรื่องไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบย้อนหลังว่ามีการยื่นคำขอจริงหรือไม่ โดยพิจารณาจากหลักฐาน เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบนัดรังวัด หรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อสืบค้นว่าการดำเนินการในอดีตติดขัดในขั้นตอนใด รวมทั้งจะตรวจสอบทะเบียนที่สาธารณประโยชน์ในระบบ และรวบรวมพยานหลักฐานจากบุคคลที่เกี่ยวข้องประกอบการพิจารณา

นายภัทรนิติ กรีธาธร เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขากระสัง
นายภัทรนิติ กล่าวว่า ในกรณีนี้ ผู้ร้องอ้างว่าครอบครัวถือครองที่ดินตามเอกสาร ส.ค.1 มาตั้งแต่ปี 2468 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ อบต.จะอ้างว่ามีการขึ้นทะเบียนพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ในปี 2474 ดังนั้น หากสามารถนำหลักฐานมายืนยันได้ว่ามีการครอบครองก่อน ก็ย่อมมีสิทธิ์เหนือกว่า แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ หรือยังมีข้อโต้แย้งระหว่างคู่กรณี ก็จะต้องใช้สิทธิ์ดำเนินคดีผ่านกระบวนการของศาลเพื่อวินิจฉัยสิทธิ์ในที่ดินต่อไป