xs
xsm
sm
md
lg

พ่อแม่“น้องเมย” เตรียมฟ้องเพิ่มคดี "แพ่ง-อาญา"ผู้เกี่ยวข้องการเสียชีวิตลูกชายชี้ กมธ.กฏหมายคือแสงสว่างหลังรอนาน 9ปี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวศรีราชา - พ่อแม่ “น้องเมย” เตรียมเดินหน้าฟ้องเพิ่มทั้งคดี "แพ่ง-อาญา" ผู้ที่เกี่ยวข้องปมการเสียชีวิตผิดธรรมชาติของลูกชาย หลังเข้าพบ กมธ.การกฎหมายฯ ครั้งล่าสุดพบพิรุธมากมายทั้งยังได้ข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน เชื่อรอนาน 9ปีครั้งนี้มีแสงสว่าง เผยเดือน ส.ค.ที่จะถึงหลายสิ่งค้างคาในใจจะได้คลี่คลาย 

ภายหลังต้องต่อสู้อย่างโดดเดียวมานานถึง 9 ปีเพื่อสืบหาสาเหตุที่แท้จริงการเสียชีวิตของลูกชาย นตท.ภัคพงค์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย วัย 18 ปีซึ่งเสียชีวิตในโรงเรียนเตรียมทหาร เมื่อวันที่ 17 ต.ค.2560 โดยใบมรณะบัตรที่ได้รับจากสถาบันพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ระบุว่า เป็นการเสียชีวิตจากอาการ “หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน” ซึ่งสวนทางกับสภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ทั้งก่อนและหลังเข้ารับการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร

รวมทั้งข้อมูลที่ได้รับบอกกล่าวจากลูกชายอย่างต่อเนื่องว่า ถูกนักเรียนรุ่นพี่สั่งธำรงวินัยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการถูกสั่งให้ทำ ท่าหัวปักพื้น ซึ่งเป็นท่าที่ระเบียบไม่กำหนดให้ทำได้ ไม่เว้นแม้แต่วาระสุดท้ายที่ยังคงถูกรุ่นพี่สั่งธำรงวินัย ค้านใบสั่งแพทย์ที่ให้ชะลอการฝึกชั่วคราว จนทำให้หมดสติและต้องนำตัวส่งกองแพทย์ โรงเรียนเตรียมทหาร หลังเพิ่งกลับจากพักฟื้นที่บ้านได้เพียง 2 วัน

การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของลูกชายทำให้ นายพิเชษฐ์และนางสุกัลยา ตัญกาญจน์ ต้องเดินหน้าหาสาเหตุที่แท้จริงตั้งแต่วันสวดพระอภิธรรมศพ เนื่องจากมีทั้งข้อมูลทางลับทั้งจากบรรดาเพื่อนนักเรียน และผู้หวังดีว่า การเสียชีวิตของ “น้องเมย”ไม่ใช่การเสียชีวิตตามธรรมชาติ จนนำสู่การนำร่างผ่าพิสูจน์รอบ 2 ที่สถาบันนิติวิทยาศาสาตร์ กระทั่งพบความผิดปกติทั้งจากการหักของกระดูกซี่โครงที่ไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงได้ แต่ที่น่าตกใจกว่าคืออวัยวะสำคัญทั้ง หัวใจ สมอง ปอดและกระเพาะปัสสาวะ ที่สามารถสืบหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงได้กลับสูญหายไป


เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นข่าวใหญ่ในช่วงเดือน พ.ย.2560 เนื่องจากเป็นที่กังหาของสังคมในวงกว้างว่าเรื่องเช่นนี้เกิดได้อย่างไร และเมื่อครอบครัวประสานไปยังแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ผู้ทำการผ่าพิสูจน์ในรอบแรก ก็ได้รับคำชี้แจงว่าอวัยวะสำคัญต่างๆ ถูกนำไปเก็บรักษาตามขั้นตอนและมาตรฐานที่ได้รับรองจากสถาบันชั้นนำระดับโลก เพียงแต่ยังไม่ได้แจ้งต่อครอบครัว

 เมื่อทางครอบครัวขอรับอวัยวะทั้งหมดกลับคืนก็ไม่มั่นใจว่า เป็นอวัยวะของลูกชายหรือไม่ เนื่องจากได้รับแจ้งจากแพทย์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ว่า “ดีเอนเอ” ถูกทำลายทั้งหมด จนสู่การแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พญาไท เรื่องการเก็บชิ้นส่วนศพไม่ได้มาตรฐานเพื่อให้ดำเนินคดีกับแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฏฯ รวมทั้งแจ้งความเอาผิดรุ่นพี่ที่ทำร้ายร่างกาย 2 ราย และแพทย์โรงเรียนเตรียมทหารอีก 2 รายที่ปล่อยให้ลูกชายของตนเองชักตายต่อหน้าต่อตา

แต่สุดท้ายตำรวจ สภ.บ้านนา กลับไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาและสั่งไม่ฟ้องบุคคลทั้ง 4 คนจนครอบครัวไม่สามารถเดินต่อได้ ส่วนการฟ้องร้องรุ่นพี่บังคับบัญชา 1ใน 2 รายเรื่องการทำร้ายร่างกาย น้องเมย และได้ต่อสู้กันถึงศาลทหารชั้นฎีกา สุดท้ายเมื่อมีการอ่านคำพิพากษาคดีเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 ให้จำคุกรุ่นพี่ 4 เดือน 16 วัน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี เพราะจำเลยไม่เคยได้รับโทษ การลงโทษไปก็ไม่เป็นประโยชน์ ให้จำเลยปรับปรุงตัวรับราชการรับใช้ชาติต่อไปจะเป็นประโยชน์มากกว่า ซึ่งในวันนี้รุ่นพี่รายดังกล่าวได้รับการเลื่อนชั้นยศเป็นถึง ร.ต.อ. และมีตำแหน่งเป็นรองสารวัตรจราจร ที่ สภ.แห่งหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “ครอบครัวตัญกาญจน์” ตลอด 9 ปีที่ผ่านมาไม่เคยทำให้ทั้ง นายพิเชษฐ์และนางสุกัลยา สิ้นหวังและท้อแท้ แต่ยังคงยืนหยัดหาความจริงและความยุติธรรมให้กับลูกชายด้วยการนำเรื่องราวทั้งหมดร้องทุกข์ต่อ นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธมนุษยชน เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2569 ที่ผ่านม เพื่อขอให้คณะ กมธ.พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงใน 2 ประเด็นที่เกี่ยวกับการเสียชีวิตของลูกชายคือ

1.การสูญหายของอวัยวะสำคัญหลายชิ้น โดยเฉพาะ“หัวใจ” ที่ถือเป็นหลักฐานสำคัญของการชี้ชัดว่า “น้องเมย”ถูกทำร้าย หรือ หัวใจวายตายจริง ตามผลการชันสูตรและผลการสอบสวนของคณะกรรมการ กองทัพไทย ที่ระบุว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน อันเนื่องมาจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งทางครอบครัวได้แจ้งความไว้ที่ สภ.พญาไทย นานถึง 9 ปีแต่คดีกับไม่มีความคืบหน้า

2.การปฏิบัติหน้าที่ของ แพทย์ในกองแพทย์ โรงเรียนเตรียมทหาร ที่อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปล่อยให้ลูกชายของตนเองชักตายต่อหน้าต่อตา

รวมทั้งเรื่องการพิจารณาจริยธรรมในการทำงานของรุ่นพี่ในคดีทำร้ายร่างกาย “น้องเมย” ที่แม้ศาลทหารชั้นฎีกา ให้โอกาสได้ปรับปรุงตัวรับราชการรับใช้ชาติต่อไปจะเป็นประโยชน์มากกว่า

กระทั่งวันที่ 23 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมฯ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนเกิดกระแสโป๊ะแตกในหลายประเด็นเกี่ยวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านนา ,สภ.พญาไทย และแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฏฯ สร้างกระแสคำถามมากมายย้อนกลับไปยังเจ้าหน้าที่และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง


โดยเฉพาะ สน.พญาไท ที่แจ้งว่าได้ทำหนังสือแจ้งต่อครอบครัวตัญกาญจน์ เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2569 ที่ผ่านมาหลัง อัยการ  สั่งไม่ฟ้องแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎ เรื่องการเก็บดองอวัยวะของ น้องเมย และให้ยืนยันตามการพิจารณาของแพทยสภา ว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามขั้นตอนตั้งแต่ช่วงเดือน ธ.ค.2568 จนเกิดการคัดค้านจากทางครอบครัวว่า ไม่เคยได้รับหนังสือดังกล่าว ที่สำคัญลายเซ็นต์บนใบรับหนังสือไม่ใช่ลายเซ็นต์ของตนเอง

ด้าน จเรตำรวจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ยืนยันถึงการพิจารณาจริยธรรมเกี่ยวกับการรับบุคคลเข้าเป็นข้าราชการตำรวจ และการพิจารณาจริยธรรมของรุ่นพี่คนดังกล่าวว่า ไม่ขัดต่อการเข้ารับราชการและมีการพิจารณาเป็นรายกรณี เนื่องจากขณะเกิดเหตุรุ่นพี่คนดังกล่าวยังไม่ใช่นักเรียนนายร้อยตำรวจ 

 
ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ได้เปิดเผยภายหลังว่า มีข้อพิรุธหลายอย่างในเรื่องการเสียชีวิตของน้องเมย โดยเฉพาะการทำงานของ สภ.บ้านนา และการพิจารณาคุณสมบัติเรื่องการรับราชการตำรวจของรุ่นพี่ที่แม้ว่าศาลทหาร มีคำสั่งให้จำคุก 4 เดือนแต่ให้รอลงอาญา 2ปี แต่การพิจารณาพฤติกรรมของรุ่นพี่ที่ปัจจุบันได้รับราชการของคณะกรรมาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าไม่มีความเสื่อมเสีย  ก็ยากที่จะคล้อยตามได้ซึ่งในเดือน ส.ค.ที่จะถึงนี้ จะมีการเชิญตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าชี้แจงอีกครั้งเพื่อให้เกิดความกระจ่าง   

“ ส่วนการดำเนินคดีกับรุ่นพี่เตรียมทหาร 2 คนและแพทย์โรงเรียนเตรียมทหารอีก 2 คนที่มีคำสั่งไม่ฟ้อง ก็จะต้องเชิญทหารพระธรรมนูญ ศาลทหารมาสอบถามข้อเท็จจริงด้วยเช่นกัน รวมทั้งเรื่องของ สน.พญาไท ที่ทำหนังสือแจ้งเรื่องอัยการสั่งไม่ฟ้องแพทย์ที่เก็บอวัยวะ ที่มีลายเซ็นผู้รับไม่ตรงกับเจ้าของลายเซ็นต์ ก็ต้องมีการพิจารณากันต่อไป และเรื่องนี้จะยังไม่จบลงง่ายๆ จนกว่าจะได้รับคำตอบที่แท้จริงเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับครอบครัว น้องเมย ” นายรังสิมันต์ กล่าว


ด้าน นายพิเชษฐ์และนางสุกัลยา เผยว่าตลอด 9 ปีที่ผ่านมาที่พยายามถามหาความจริงให้กับลูกชาย การเข้าพบ กมธ.การกฎหมายฯ ถือเป็นแสงสว่างที่ทางครอบครัวตามหามานาน และถือว่า กมธ.ชุดนี้มีความชัดเจนในการทำงานมากที่สุด และหลังจากนี้เมื่อได้ข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ที่จะต้องเข้ามาชี้แจงในเดือน ส.ค.ที่จะถึงนี้ต่อ กมธ. ทางครอบครัวก็พร้อมที่จะเดินหน้าฟ้องร้องผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ น้องเมย ทั้งในคดีทางแพ่ง-และทางอาญาเพิ่มเติมเช่นกัน เนื่องจากมีข้อมูลใหม่หลายประเด็นที่ครอบครัวยังไม่เคยรับรู้มาก่อน