xs
xsm
sm
md
lg

ผบ.ทสส.ตรวจความคืบหน้าการก่อสร้างรั้วชาวแดนจันทบุรี ระยะ 8 กม.เฟสแรกคืบแล้ว 78.56%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จันทุบรี - ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ลงพื้นที่ชายแดนจันทบุรี ติดตามความคืบหน้าก่อสร้างรั้วความมั่นคงระยะทางรวม 8 กม.  เปิดสเป็กใช้คอนกรีตสำเร็จรูปกำลังอัดสูง 450 KSC ผ่านการทดสอบสามารถต้านทานการยิงจากอาวุธปืนเล็กหลายชนิด อายุใช้งาน 50 ปี การดำเนินงานเฟสแรกช่วงหลักเขตแดนที่ 52–54 ระยะทาง 1.31 กิโลเมตร  คืบหน้าแล้วร้อยละ 78.56

วันนี้ ( 22 ก.ค.) พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการความมั่นคงชายแดน (ศบค.ชด.) ได้เป็นประธานการประชุมศูนย์บูรณาการความมั่นคงชายแดน ร่วมกับศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน จ.จันทบุรี ณ ห้องประชุมกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ค่ายตากสิน จ.จันทบุรี
เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยคุกคามในพื้นที่ จ.จันทบุรีและบริเวณแนวชายแดน รวมถึงรับฟังผลการปฏิบัติงาน ตลอดจนร่วมกันพิจารณามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องต่าง ๆ

จากนั้นได้เดินทางลงพื้นที่บริเวณหลักเขตแดนที่ 52 อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างรั้วความมั่นคงชายแดนบริเวณหลักเขตแดนไทย–กัมพูชา โดยมี พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ พร้อมคณะสื่อมวลชนร่วมลงพื้นที่

และมี พ.อ. นรนท รุ่งญาณาธรณ์ ผู้อำนวยการกองการช่าง หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา บรรยายสรุปความคืบหน้าการก่อสร้างถนนตรวจการณ์และรั้วความมั่นคงชายแดน ว่าโครงการก่อสร้างถนนตรวจการณ์ชายแดนระยะที่ 1 จากฐานปฏิบัติการที่ 6 ถึงหลักเขตแดนที่ 54 ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร ดำเนินการแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย

ส่วนระยะที่ 2 จากหลักเขตแดนที่ 54–55 ระยะทางรวม 3.54 กิโลเมตร ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ 130 เมตร และเปิดแนวเส้นทางแล้วประมาณ 600 เมตร


สำหรับงานก่อสร้างรั้วความมั่นคงชายแดน ช่วงหลักเขตแดนที่ 52–54 ระยะทาง 1.31 กิโลเมตร มีความคืบหน้าร้อยละ 78.56 โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงแรกระยะทาง 350 เมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จ เหลือเพียงเก็บรายละเอียด ช่วงที่สองระยะทาง 450 เมตร อยู่ระหว่างติดตั้งลวดหนามหีบเพลง และช่วงที่สามระยะทาง 410 เมตร อยู่ระหว่างก่อสร้างในพื้นที่ลาดชัน พร้อมเสริมคานฐานรากเพื่อเพิ่มความมั่นคงแข็งแรง

ด้านคุณสมบัติของรั้วความมั่นคง ใช้เสาเข็มคอนกรีตอัดแรงชนิดพิเศษ รองรับน้ำหนักได้ 18 ตันต่อต้น เจาะลึกถึงชั้นดินแข็ง พร้อมเสริมฐานรากจากเดิม 15 เซนติเมตร เป็น 40 เซนติเมตร เพื่อรองรับน้ำหนักได้ประมาณ 30–40 ตัน ส่วนผนัง เสา และทับหลัง ใช้คอนกรีตสำเร็จรูปกำลังอัดสูง 450 KSC ผ่านการทดสอบสามารถต้านทานการยิงจากอาวุธปืนเล็กหลายชนิด

อาทิ ปืน M16 ปืน AK 47 และปืนพก ระยะ 100 เมตร ขณะที่ตะแกรงเหล็กและลวดหนามหีบเพลงเป็นชนิดพิเศษชุบอลูซิงค์ มีความทนทานต่อการตัดและการกัดกร่อน อายุการใช้งานประมาณ 50 ปี


พล.อ.อุกฤษฎ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่าการดำเนินงานด้านความมั่นคงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาแนวทางอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับทั้งกำลังพลและประชาชน พร้อมชื่นชมจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ ที่ร่วมกันสร้างความเข้าใจและลดผลกระทบจากการดำเนินโครงการและยังระบุอีกว่า โครงการนี้ถือเป็น “Soft Opening” และเป็นต้นแบบหรือโมเดลในการดำเนินงานด้านความมั่นคงของประเทศ และจะเป็นห้องทดลองให้ทุกภาคส่วนได้เรียนรู้และนำประสบการณ์ไปพัฒนาการทำงานในอนาคต เพราะหากไม่เริ่มลงมือปฏิบัติจริง ก็จะไม่สามารถสรุปบทเรียนหรือพัฒนาต่อยอดได้

ส่วนกรณีที่มีการสอบถามว่า ในอนาคตจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมรั้วความมั่นคงชายแดนหรือไม่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดกล่าวว่า ยังต้องประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงและความปลอดภัยก่อน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวยังมีความอ่อนไหว

สำหรับแผนการก่อสร้างในระยะต่อไปคือการขยายช่วงหลักเขตแดนที่ 54–55 ระยะทางประมาณ 3.45 กิโลเมตร และในระยะสุดท้ายจะต่อเนื่องไปจนถึงหลักเขตแดนที่ 59 รวมระยะทางก่อสร้างรั้วความมั่นคงกว่า 8 กิโลเมตร เพื่อยกระดับการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างเป็นระบบ.