กาญจนบุรี – อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและการจัดการภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี เผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับ “กระบวนการแต่งแร่” อธิบายขั้นตอนการดำเนินงาน กฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หากขาดการบริหารจัดการที่ได้มาตรฐาน พร้อมย้ำประชาชนควรมีข้อมูลทางวิชาการเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล
วันนี้( 20 ก.ค.) ดร.อาจารี แก้วเหล่ายูง อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและการจัดการภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี เผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินกิจการ “โรงแต่งแร่” เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการเกี่ยวกับกระบวนการแต่งแร่ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน
ดร.อาจารี กล่าวว่า ปัจจุบันความต้องการใช้ทรัพยากรแร่เพิ่มสูงขึ้นตามการขยายตัวของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมโลหะ เคมี อิเล็กทรอนิกส์ หรือเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ส่งผลให้กิจกรรมด้านเหมืองแร่และโรงแต่งแร่มีแนวโน้มขยายตัวเข้าใกล้พื้นที่ชุมชน แหล่งน้ำ และพื้นที่ประกอบอาชีพของประชาชนมากขึ้น
สำหรับการดำเนินกิจการโรงแต่งแร่ในประเทศไทย ไม่สามารถดำเนินการได้โดยเสรี แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายสำคัญหลายฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2560 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องได้รับใบอนุญาตแต่งแร่ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่กำหนดให้โรงแต่งแร่เป็นโรงงานประเภทที่ 3 ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) รวมถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ซึ่งกำหนดให้โครงการบางประเภทต้องจัดทำรายงาน EIA หรือ EHIA พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
อาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า "การแต่งแร่" คือกระบวนการแยกแร่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจออกจากหินและแร่เจือปน โดยเริ่มจากการบดแร่ให้ละเอียด ก่อนเข้าสู่กระบวนการแยกแร่ ซึ่งนิยมใช้ 2 วิธีหลัก ได้แก่ การแยกด้วยแรงโน้มถ่วง (Jigging Process) และการลอยแร่ (Froth Flotation)
ทั้งสองกระบวนการจะก่อให้เกิดของเสีย เช่น กากหางแร่ น้ำโคลน และน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิต หากระบบจัดการไม่มีประสิทธิภาพ อาจทำให้เกิดการปนเปื้อนของสารเคมีและโลหะหนักลงสู่แหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม รวมถึงส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ
ดร.อาจารี ระบุว่า ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การปนเปื้อนของไอออนฟลูออไรด์ในน้ำบาดาล การเกิดน้ำกรดจากเหมืองซึ่งสามารถชะล้างโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว แคดเมียม และสารหนู ออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ รวมถึงกากหางแร่ที่ทำให้น้ำขุ่น ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์น้ำ
ในด้านสุขภาพ หากประชาชนได้รับสารปนเปื้อนสะสมผ่านการบริโภคน้ำ อาหาร หรือสัตว์น้ำจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อาจเสี่ยงเกิดภาวะพิษจากฟลูออไรด์ ทำให้ฟันและกระดูกผิดปกติ รวมถึงพิษจากโลหะหนักที่ส่งผลต่อระบบประสาท ไต ระบบเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในระยะยาว
ดร.อาจารี กล่าวว่า การเผยแพร่ความรู้ครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อคัดค้านการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่ต้องการให้ประชาชนมีข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พร้อมผลักดันให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน เช่น ระบบหมุนเวียนน้ำแบบปิด (Zero Discharge) มาใช้ รวมถึงให้หน่วยงานภาครัฐกำกับติดตามการจัดการของเสียอย่างเข้มงวด เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน.


