กาญจนบุรี – อุทยานแห่งชาติเอราวัณ เชิญชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสความมหัศจรรย์ของ “ถ้ำพระธาตุ” แหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาอันทรงคุณค่า ชมผลึกแร่ควอตซ์ หรือ “หินเขี้ยวหนุมาน” ที่ธรรมชาติใช้เวลาหลายล้านปีรังสรรค์ พร้อมเรียนรู้วิวัฒนาการของโลกผ่านห้องเรียนธรรมชาติใต้ภูเขา
นายพิพัฒน์ ฉิมพลี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเอราวัณ เปิดเผยว่า อุทยานแห่งชาติเอราวัณ ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากมีน้ำตกเอราวัณ 7 ชั้นอันเลื่องชื่อแล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและธรณีวิทยาที่ทรงคุณค่าอย่าง “ถ้ำพระธาตุ” จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมเปิดประสบการณ์สัมผัสความงดงามของประติมากรรมธรรมชาติ พร้อมเผยแพร่เรื่องราวผ่านเพจเฟซบุ๊กของอุทยานฯ ภายใต้หัวข้อ “คริสตัลที่ใช้เวลานับล้านปี...กว่าจะได้พบกับมนุษย์” เพื่อถ่ายทอดคุณค่าของผลึกแร่ควอตซ์ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในถ้ำ
นายรชพล เสถียรุจิกานนท์ นักประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ และแอดมินเพจอุทยานฯ กล่าวว่า ถ้ำพระธาตุเป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ที่มีความงดงามโดดเด่น ภายในประกอบด้วยห้องโถงธรรมชาติถึง 7 ห้อง เต็มไปด้วยหินงอก หินย้อย และประติมากรรมธรรมชาติที่เกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยาอันยาวนาน โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ ผลึกแร่ควอตซ์ (Quartz) หรือซิลิกา (Silicon Dioxide : SiO₂) ที่สะท้อนแสงระยิบระยับบนผนังถ้ำ ราวกับคริสตัลธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต
นายรชพล เล่าว่า พื้นที่อำเภอศรีสวัสดิ์ในอดีตเคยเป็นมหาสมุทรโบราณเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน ก่อนที่ตะกอนจากซากสิ่งมีชีวิตจะทับถมจนกลายเป็นชั้นหินปูนขนาดมหึมา ต่อมาเมื่อเกิดการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกจนยกตัวเป็นเทือกเขา น้ำฝนที่มีความเป็นกรดอ่อน ๆ ได้ค่อย ๆ กัดเซาะหินปูนเป็นเวลาหลายล้านปี จนเกิดเป็นโพรงและถ้ำขนาดใหญ่ รวมถึงถ้ำพระธาตุในปัจจุบัน
ภายในถ้ำ น้ำใต้ดินที่อุดมไปด้วยแร่ซิลิกาจะค่อย ๆ ซึมผ่านรอยแตกของหิน เมื่อเวลาผ่านไปน้ำระเหยออก เหลือเพียงผลึกแร่ที่เติบโตทีละเล็กละน้อยตลอดระยะเวลาหลายล้านปี จนกลายเป็นผลึกควอตซ์อันงดงามที่สามารถพบเห็นได้ในปัจจุบัน ซึ่งเปรียบเสมือน "บันทึกทางธรณีวิทยา" ที่บอกเล่าเรื่องราวของโลกก่อนยุคมนุษย์
นอกจากคุณค่าทางวิทยาศาสตร์แล้ว แร่ควอตซ์ยังเป็นที่รู้จักในชื่อ “หินเขี้ยวหนุมาน” เนื่องจากมีลักษณะโปร่งแสง สามารถส่องไฟทะลุได้ จึงเชื่อมโยงกับความเชื่อในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ที่กล่าวถึงเขี้ยวแก้วของหนุมาน ปัจจุบันยังนิยมนำมาเจียระไนเป็นเครื่องประดับ โดยเฉพาะหัวแหวน
นายรชพล กล่าวเพิ่มเติมว่า คุณค่าของผลึกควอตซ์ภายในถ้ำพระธาตุไม่ได้อยู่ที่มูลค่าของแร่ แต่เป็นผลงานศิลปะที่ธรรมชาติใช้เวลาสร้างนานหลายล้านปี หากผลึกเหล่านี้แตกหักหรือถูกทำลาย ก็แทบไม่มีโอกาสได้เห็นธรรมชาติสร้างขึ้นใหม่ภายในช่วงชีวิตของมนุษย์
ทั้งนี้ ถ้ำพระธาตุตั้งอยู่ห่างจากน้ำตกเอราวัณประมาณ 12 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเอราวัณ โทรศัพท์ 0-3457-4222 โดยอุทยานฯ ขอความร่วมมือผู้มาเยือนร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ "คริสตัลแห่งกาลเวลา" และความงดงามของถ้ำพระธาตุคงอยู่เป็นมรดกทางธรรมชาติให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและชื่นชมต่อไป.


