xs
xsm
sm
md
lg

ไม่รอดทั้งสองแก๊ง! ตำรวจอุดรฯ บุกจับเครือข่ายบัญชีม้า-นายทุนเงินกู้นอกระบบ ยึดทรัพย์เพียบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อุดรธานี-ตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี ทลายเครือข่ายบัญชีม้ารองรับขบวนการอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมล้างบางนายทุนเงินกู้นอกระบบเรียกดอกเบี้ยโหดสูงสุดถึง 228% ต่อปี รวบผู้ต้องหาหลายราย ยึดเงินสดกว่า 1.5 แสนบาท รถยนต์ 12 คัน อาวุธปืน 2 กระบอก โทรศัพท์มือถือ 43 เครื่อง
และของกลางอีกจำนวนมาก ก่อนขยายผลตามจับผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ


ตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี แถลงข่าวผลการปฏิบัติงานทลายเครือข่ายบัญชีม้าที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเครือข่ายปล่อยเงินกู้นอกระบบ
วันนี้ (16ก.ค.) ที่หน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี พล.ต.ต.ธวัชชัย ถุงเป้า ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี แถลงข่าวผลการปฏิบัติงานทลายเครือข่ายบัญชีม้าที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเครือข่ายปล่อยเงินกู้นอกระบบเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมาย พร้อมจับกุมผู้ต้องหาและตรวจยึดของกลางจำนวนมาก

พล.ต.ต.ธวัชชัย ถุงเป้า ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่าหลังชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี นำหมายค้นศาลเข้าตรวจค้นหลายจุดในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ตำบลบ้านเลื่อม อำเภอเมืองอุดรธานี หลังสืบสวนพบว่าใช้เป็นศูนย์บริหารจัดการบัญชีม้า สามารถจับกุมน.ส.พรรณิภา อายุ 33 ปี, น.ส.ชลธิชา อายุ 23 ปี และนายธนยุทธ อายุ 20 ปี พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 20 เครื่อง โน้ตบุ๊ก และสมุดบัญชีธนาคารหลายเล่ม

ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ารับจ้างกดเงินและโอนเงินตามคำสั่งของผู้ว่าจ้างชาวจีน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะขยายผลเข้าตรวจค้นสำนักงานอีกแห่งในพื้นที่ตำบลหมากแข้ง พบระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมโทรศัพท์มือถือระยะไกลจำนวน 21 เครื่อง ใช้เป็นระบบ Payment Gateway สำหรับรองรับการโอนเงินของเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมจับกุมน.ส.พรทิพย์ อายุ 36 ปี และตรวจยึดเงินสด 152,690 บาท รวมทั้งโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ สมุดบัญชี และบัตรเอทีเอ็มจำนวนมาก

เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าว เพื่อให้มีการซื้อขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชีเงินฝากหรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังเปิดปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายปล่อยเงินกู้นอกระบบ หลังได้รับร้องเรียนจากประชาชนว่าถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกฎหมายและยึดรถเป็นหลักประกัน โดยจุดแรกเข้าตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ตำบลเชียงยืน จับกุมนายเสกสัณห์ อายุ 49 ปี พร้อมตรวจยึดรถยนต์ของลูกหนี้ 4 คัน สมุดรายชื่อลูกค้า สัญญาเงินกู้ และพบอาวุธปืนพกขนาด 9 มม. พร้อมกระสุน 50 นัด และปืนลูกซองอีก 1 กระบอกซุกซ่อนอยู่ภายในบ้าน เจ้าตัวอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่ลูกค้านำมาค้ำประกันเงินกู้


จากนั้นเจ้าหน้าที่ขยายผลเข้าตรวจค้นลานจอดรถในพื้นที่ตำบลสามพร้าว จับกุมน.ส.วรภัสร์ อายุ 50 ปี พร้อมตรวจยึดรถยนต์และรถกระบะของลูกหนี้อีก 8 คัน จากการสืบสวนพบว่ามีการปล่อยเงินกู้โดยหักค่าดำเนินการและค่าจอดรถล่วงหน้า 20-23 เปอร์เซ็นต์ของเงินต้น เมื่อนำมาคำนวณพบว่าอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจริงสูงถึงร้อยละ 120-228 ต่อปี ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

จึงแจ้งข้อหาประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ส่วนนายเสกสัณห์ ถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี

สำหรับผลการปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเงินสด 152,690 บาท โทรศัพท์มือถือ 43 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร 19 เล่ม บัตรเอทีเอ็ม 22 ใบ คอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊ก 4 เครื่อง รถยนต์และรถกระบะรวม 12 คัน อาวุธปืน 2 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืน 50 นัด รวมทั้งเอกสารสัญญาเงินกู้และสมุดรายชื่อลูกหนี้จำนวนมาก โดยตำรวจยืนยันจะเดินหน้าขยายผลถึงผู้บงการและผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด เพื่อปราบปรามทั้งเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและนายทุนเงินกู้นอกระบบอย่างต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่


พ.ต.ท.ดำรงณ์ หีบทอง รองผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยผลปฏิบัติการและรูปแบบการทำงานของเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ว่าจุดที่ใช้เป็นออฟฟิศจัดการระบบการเงิน มีแอดมินชาวไทยจำนวน 4 คน ทำหน้าที่สลับผลัดเวรดูแลตลอด 24 ชั่วโมง (แบ่งเป็นผลัดละ 2 คน คนละ 12 ชั่วโมง) แอดมินไทยที่เข้าเวรจะไม่ได้รับอนุญาตให้สัมผัสหรือใช้งานคอมพิวเตอร์โดยตรง

แต่ระบบทั้งหมดจะถูก "บอสใหญ่" รีโมทสั่งการมาจากต่างประเทศ บอสใหญ่จะส่งคำสั่งเป็นภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ระบุให้แอดมินใช้โทรศัพท์ตามหมายเลขที่กำหนด โอนเงินตามยอดที่ระบุ (เช่น ยอดละ 5,000 บาท) ไปยังบัญชีปลายทาง เมื่อแอดมินโอนเงินสำเร็จ จะต้องส่งหลักฐานสลิปการโอนเข้าไปในกลุ่ม Telegram อีกกลุ่มเพื่อเช็คงาน ซึ่งจะมีทีมงานคอยตรวจสอบความถูกต้องและสแกนเช็ค QR Code เพื่อป้องกันสลิปปลอม

จากการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า เครือข่ายดังกล่าวใช้โทรศัพท์มือถือกว่า 50 เครื่องในการกระจายโอนเงินไปยังบัญชีม้าต่างๆ นอกจากนี้มีการซอยย่อยยอดเงินเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนสะพัดกว่า 3,000,000 บาทต่อวัน หรือคิดเป็นเดือนละ 90,000,000 บาท


จากการสอบสวนพบว่าแอดมินบางรายทำงานมานานเกือบ 1 ปี เจ้าหน้าที่จึงประเมินมูลค่าความเสียหายเงินหมุนเวียนในระบบของเครือข่ายนี้สูงถึง 1,000 ล้านบาท ในส่วนความเชื่อมโยงกับระบบ Payment Gateway นั้น พ.ต.ท.ดำรงณ์ ระบุว่าปัจจุบันกลุ่มอาชญากรทางไซเบอร์ ทั้งเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ และขบวนการค้ายาเสพติด ได้เปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้บัญชีม้าโดยตรง หันมาพึ่งพาจัดตั้งระบบผ่าน Payment Gateway

ต่างจากในอดีตเมื่อเงินเหยื่อโอนเข้าบัญชีม้า เจ้าของบัญชีจะเห็นการแจ้งเตือนและแอบไปกดเงินออกเอง (ม้าบิดเงิน) กลุ่มอาชญากรจึงยอมหักเปอร์เซ็นต์ประมาณ 3% ให้ระบบ Payment Gateway เป็นตัวกลางเพื่อความปลอดภัยของเงิน ซึ่งระบบ Payment Gateway จะรับเงินสีเทาเข้ามา ก่อนจะทำการฟอกเงินด้วยการแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) หรือโอนกระจายไปยังบัญชีม้าแถว 1, 2, 3, 4 เพื่อกดเป็นเงินสด แล้วจึงนำเงินที่ฟอกสะอาดส่งกลับคืนไปยังกลุ่มทุนผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งจุดที่เจ้าหน้าที่ทลายได้ที่จังหวัดอุดรธานี คือปลายทางของขบวนการโอนเงินเข้าบัญชีม้าดังกล่าวนั่นเอง