ศูนย์ข่าวศรีราชา -ย้อนภาพจำเหยื่อโศกนาฏกรรมใหญ่ไฟไหม้ผับดัง Mountain B กลางเมืองสัตหีบ ความสูญเสียครั้งใหญ่ที่ญาติผู้เสียหายและผู้ได้รับบาดเจ็บไม่เคยลืม ตั้งคำถามภาครัฐต้องถอดบทเรียนอีกกี่ครั้งจึงจะไม่เกิดซ้ำรอย เผยเกือบ 4 ปีผ่านไปบาดแผลในใจยังฝังลึก
จากเหตุการณ์เพลิงไหม้ " โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว" ช่วงกลางดึกคืนวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค.2569 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ทำให้ชาวเมืองสัตหีบ จ.ชลบุรี ต้องย้อนรำลึกถึงเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ผับดัง Mountain B ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2565 จนคร่าชีวิตผู้คนรวม 26 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 50 ราย อีกครั้ง โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นนับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวสัตหีบและคนไทยทั้งประเทศ
ล่าสุด ผู้สื่อข่าว ได้ลงพื้นที่สำรวจจุดเกิดเหตุซึ่งเคยเป็นที่ตั้งผับดัง Mountain B พบว่าปัจจุบันโครงสร้างอาคารของผับ Mountain Bได้ถูกรื้อถอนออกไปทั้งหมดแล้ว เหลือแต่เพียงพื้นที่โล่งที่มีหญ้าปกคลุม ถือเป็นการปิดกิจการอย่างถาวร แต่สำหรับครอบครัวผู้สูญเสียและผู้รอดชีวิต บาดแผลทั้งทางร่างกายและจิตใจยังไม่จางหายไปซ้ำยังถูกนำกลับมาให้พูดถึงอีกครั้งหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงย่านลาดพร้าว และยังได้ตั้งคำถามว่า "ประเทศไทยจะต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์เช่นนี้อีกกี่ครั้ง"
นางยุพยงค์ หอยสังข์ อายุ 56 ปี มารดาของ น.ส.โศภิษฐา วงคำหาญ อายุ 26 ปี ผู้รอดชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ผับ Mountain B บอกว่า เมื่อเห็นข่าวเหตุเพลิงไหม้ครั้งล่าสุดรู้สึกหดหู่ใจเพราะทำให้นึกถึงวันที่ลูกสาวได้รับบาดเจ็บจากไฟไหม้อย่างรุนแรง ทั้งบริเวณแขน ขา และลำตัว จึงอยากฝากถึงหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการ ขอให้เหตุการณ์แบบนี้จบลงแค่ครั้งนี้ ไม่อยากเห็นเกิดขึ้นอีก และเหตุใดจึงยังไม่จริงจังกับการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการความปลอดภัย จะต้องรอให้มีผู้เสียชีวิตอีกกี่ร้อยกี่พันคน
พร้อมบอกอีกว่า แม้ปัจจุบันลูกสาวจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติแต่ก็ไม่สามารถกลับไปเหมือนเดิมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะผู้ที่ผ่านเหตุการณ์เฉียดตายต้องใช้เวลานานกว่าจะยอมรับตัวเองและกลับเข้าสู่สังคมได้อีกครั้ง ซึ่งกำลังใจจากครอบครัวถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
" ลูกสาวร้องไห้ทันทีเมื่อเห็นข่าวเหตุเพลิงไหม้ครั้งล่าสุด เพราะภาพเหตุการณ์ได้ย้อนกลับมากระทบจิตใจอีกครั้ง พร้อมฝากกำลังใจถึงครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บทุกคน" นางยุพยงศ์ กล่าว
เช่นเดียวกับ น.ส.โศภิษฐา ที่บอกว่าเมื่อเห็นข่าวก็รู้สึกตกใจและหวาดกลัว เพราะหลายอย่างคล้ายกับเหตุการณ์ที่ตนเองเคยประสบ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับทางหนีไฟ ซึ่งตนเองไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก เพราะทุกคนควรได้รับความปลอดภัยมากกว่านี้ หากมาตรการด้านความปลอดภัยถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง ก็อาจช่วยลดความสูญเสียได้
ด้าน นางกัญญารัตน์ งามดี อายุ 63 ปี มารดาของ นายภานุพงศ์ ร่วมสุข อายุ 40 ปี อดีตพนักงานดับเพลิงเทศบาลในพื้นที่สัตหีบ ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุไฟไหม่ผับ ที่บอกว่า กล่าวว่า ทันทีที่ทราบข่าวเหตุเพลิงไหม้ครั้งล่าสุด รู้สึกสะเทือนใจ เพราะภาพเหตุการณ์แทบไม่แตกต่างจากเหตุการณ์เมื่อเกือบ 4 ปีก่อน
"ตอนนั้นลูกชายสามารถวิ่งหนีออกมาได้แล้ว แต่ก็ตัดสินใจย้อนกลับเข้าไปช่วยเหลือผู้อื่นจนถูกไฟคลอกได้รับบาดเจ็บสาหัส แผ่นหลัง ศีรษะ และขาถูกไฟไหม้อย่างหนัก ต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง ใช้เวลารักษาตัวนานกว่า 3 ปี จึงสามารถกลับมาใช้ชีวิตและทำงานได้อีกครั้ง "
และยังบอกอีกว่า คนที่ไม่เคยเจอกับตัวหรือไม่เคยมีคนในครอบครัวประสบเหตุ คงไม่มีวันเข้าใจว่ามันทรมานเพียงใด จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจริงจังกับมาตรการความปลอดภัย ไม่อยากเห็นเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก”
เช่นเดียวกับ นายภานุพงศ์ ที่บอกว่าตนเองไม่อยากเห็นใครต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากบาดแผลไฟไหม้อีก เพราะเป็นความทรมานที่ยากจะอธิบาย และเชื่อว่าหากไม่มีมาตรการควบคุมด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด เหตุการณ์ลักษณะนี้ก็อาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีก
พร้อมกันนี้ยังได้ฝากกำลังใจถึงครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งล่าสุด โดยขอให้ทุกคนเข้มแข็ง เพราะแม้ชีวิตหลังเหตุการณ์จะไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้ทั้งหมด แต่กำลังใจจากครอบครัวและคนรอบข้างจะช่วยให้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้
ทั้งนี้ แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 4 ปี แต่โศกนาฏกรรมเมาน์เทน บี ยังคงเป็นบาดแผลที่ฝังลึกในใจของผู้สูญเสียและผู้รอดชีวิต ขณะที่เหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงครั้งล่าสุด ได้ปลุกความทรงจำอันเจ็บปวดกลับมาอีกครั้ง พร้อมเสียงเรียกร้องจากผู้ได้รับผลกระทบให้ทุกภาคส่วนยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยในอนาคต


