พระนครศรีอยุธยา -ระทึกกลางเมืองอยุธยา รถกระบะและรถโม่ปูนติดคาไม้กั้นทางรถไฟ 2 วันติดต่อกัน โชคดีรถไฟชะลอและอยู่คนละรางจึงไม่เกิดเหตุสลด ชาวบ้านเผยจุดนี้เกิดซ้ำบ่อย วอนผู้ขับขี่อย่าฝืนข้ามรางหากด้านหน้าไม่มีพื้นที่รองรับ หวั่นซ้ำรอยโศกนาฏกรรม
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณทางข้ามรถไฟใกล้ วัดพนัญเชิงวรวิหาร ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา หลังโลกออนไลน์แชร์คลิปเหตุการณ์รถกระบะสีขาวติดคาอยู่บริเวณไม้กั้นทางรถไฟ สร้างความหวาดเสียวแก่ผู้พบเห็น และเกิดกระแสเรียกร้องให้เพิ่มความระมัดระวังในการใช้ทางข้ามรถไฟ
นายศักรินทร์ อายุ 22 ปี ผู้บันทึกคลิป เปิดเผยว่า เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. ขณะขับรถจักรยานยนต์ผ่านจุดดังกล่าว พบรถกระบะติดคาอยู่กลางทางข้าม โดยไม้กั้นพาดอยู่บนหลังคารถ ทำให้ผู้ใช้เส้นทางต่างตกใจ
ไม่นานหลังจากนั้น มีขบวนรถไฟจากกรุงเทพมหานครมุ่งหน้าเข้าสถานีรถไฟพระนครศรีอยุธยา ทำให้รถไฟต้องหยุดรอ ขณะที่ประชาชนรีบช่วยกันตรวจสอบสถานการณ์ ก่อนพบว่ารถไฟวิ่งคนละรางกับจุดที่รถติดคา จึงสามารถเคลื่อนผ่านไปได้อย่างปลอดภัย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
นายศักรินทร์ ฝากเตือนผู้ใช้รถใช้ถนนว่า อย่านำเวลาเพียงไม่กี่นาทีมาแลกกับชีวิต โดยเฉพาะบริเวณทางข้ามรถไฟ หากเห็นว่าด้านหน้ารถติดและไม่มีพื้นที่เพียงพอ ควรรอจนกว่าจะสามารถผ่านได้อย่างปลอดภัย
ด้านนายภาคภูมิ อายุ 39 ปี พ่อค้าขายหมูย่างในพื้นที่ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เพียงวันเดียว เวลาประมาณ 15.30 น. ได้เกิดเหตุลักษณะเดียวกัน เมื่อรถโม่ปูนติดคาอยู่บริเวณไม้กั้นทางรถไฟ เนื่องจากการจราจรติดขัด ทำให้พลเมืองดีต้องรีบเข้าไปช่วยเหลือ ขณะที่ขบวนรถไฟซึ่งกำลังออกจากสถานีพระนครศรีอยุธยาต้องชะลอความเร็วและค่อย ๆ เคลื่อนผ่าน เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการเฉี่ยวชน
โชคดีที่รถโม่ปูนไม่ได้จอดคร่อมรางรถไฟ จึงไม่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง แต่สร้างความหวาดเสียวแก่ผู้พบเห็นอย่างมาก
นายภาคภูมิ ระบุว่า จุดดังกล่าวเกิดเหตุในลักษณะนี้บ่อยครั้ง สาเหตุหลักมาจากผู้ขับขี่ฝืนขับข้ามทางรถไฟทั้งที่ด้านหน้ายังมีรถติด เมื่อสัญญาณเตือนดังขึ้นและไม้กั้นปิดลง จึงทำให้รถติดคาอยู่กลางทางข้าม
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านค้าใกล้จุดเกิดเหตุ พบว่าทั้งรถกระบะและรถโม่ปูนต่างขับมาจากฝั่งเจดีย์ มุ่งหน้าไปทางวัดพนัญเชิง และทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในจังหวะที่ไม้กั้นกำลังปิดลง ก่อนกระแทกเข้ากับตัวรถที่ยังไม่สามารถเคลื่อนผ่านได้
ชาวบ้านจึงฝากเตือนผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนว่า หากด้านหน้ามีรถติดจนไม่มีพื้นที่รองรับ ไม่ควรขับรถเข้าไปบนทางข้ามรถไฟเด็ดขาด ควรเว้นระยะห่างและปฏิบัติตามสัญญาณเตือนอย่างเคร่งครัด เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง 2 วัน ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญ และครั้งต่อไปอาจไม่จบลงด้วยความโชคดีเหมือนครั้งนี้.


