กาญจนบุรี - ชาวบ้าน 13 หมู่บ้าน ต.หนองขาว จ.กาญจนบุรี รวมตัวลงชื่อคัดค้านการก่อสร้างโรงแต่งแร่ หวั่นกระทบคลองส่งน้ำชลประทานและแหล่งผลิตน้ำประปา ขณะที่บริษัทผู้ดำเนินโครงการยืนยันเป็นเพียงโรงแต่งแร่ขนาดเล็ก ใช้ระบบปิด ไม่มีการปล่อยน้ำเสีย พร้อมเปิดให้ตรวจสอบทุกขั้นตอน
จากกรณีบริษัท ไบร์ทบิซ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัท ดีพ เอิร์ธ ทรัพยากร จำกัด เตรียมก่อสร้างโรงแต่งแร่บนพื้นที่ประมาณ 19 ไร่ บ้านรางจิก หมู่ 7 ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ซึ่งแม้พื้นที่ดังกล่าวจะเป็นเขตสีม่วง ประเภทอุตสาหกรรมและคลังสินค้า สามารถก่อสร้างโรงงานได้ตามกฎหมาย แต่ยังคงถูกคัดค้านจากชาวบ้านที่กังวลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและแหล่งน้ำสำคัญของชุมชน
ล่าสุดวันนี้ ( 8 ก.ค.) ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พร้อมประชาชนจากทั้ง 13 หมู่บ้านใน ต.หนองขาว เกือบ 1,000 คน นำบัตรประจำตัวประชาชนมารวมตัวที่ศาลา 3 วัดอินทาราม (วัดหนองขาว) เพื่อร่วมลงลายมือชื่อแสดงเจตจำนงคัดค้านการก่อสร้างโรงแต่งแร่โดยเด็ดขาด
การชุมนุมครั้งนี้มี นายฉัตรพันธุ์ เดชกิจสุนทร หรือ “แมน” อดีต สส.กาญจนบุรี เขต 2 เป็นแกนนำ โดยมีผู้นำชุมชนผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัย ท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองขาว รวมถึงมีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมสังเกตการณ์
นอกจากนี้ นายฉัตรพันธุ์ยังเป็นตัวแทนยื่นหนังสือคัดค้านต่อผู้แทนสภาทนายความ เพื่อขอความช่วยเหลือด้านกฎหมาย ขณะที่ นายชูเกียรติ จีนาภักดิ์ สส.กาญจนบุรี เขต 2 พรรคภูมิใจไทย ได้ส่งผู้แทนมารับหนังสือและร่วมสังเกตการณ์ด้วย โดยบรรยากาศการชุมนุมเป็นไปอย่างคึกคัก ชาวบ้านต่างส่งเสียงปรบมือให้กำลังใจแกนนำเป็นระยะ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนลงพื้นที่ดูจุดก่อสร้างจริง
นายฉัตรพันธุ์ กล่าวว่า การออกมาคัดค้านครั้งนี้ไม่ใช่การต่อต้านการพัฒนา แต่เป็นการปกป้องแหล่งน้ำต้นทุนที่มีความสำคัญต่อประชาชน เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างอยู่ติดคลองส่งน้ำชลประทานสายท่าล้อ–อู่ทอง ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และอยู่คู่ขนานกับคลองส่งน้ำสายท่าม่วง–พนมทวน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบผลิตน้ำประปาของเทศบาลตำบลหนองขาว รวมถึงใช้หล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตรของหลายอำเภอใน จ.กาญจนบุรี และ จ.สุพรรณบุรี
“เราไม่ได้คัดค้านการพัฒนา แต่อยากถามว่าบริษัทไม่มีพื้นที่อื่นที่เหมาะสมกว่านี้หรือ เพราะหากเกิดการรั่วไหลของกากแร่หรือฝุ่นละอองในอนาคต จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ การเกษตร สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยาก แม้จะใช้งบประมาณจำนวนมากก็ไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนเดิมได้” นายฉัตรพันธุ์ กล่าว
พร้อมยกกรณีลำห้วยคลิตี้ที่เคยปนเปื้อนสารตะกั่วมาเป็นบทเรียน และเรียกร้องให้บริษัทพิจารณาหาพื้นที่ตั้งโรงงานแห่งใหม่ที่ไม่กระทบต่อแหล่งน้ำและวิถีชีวิตของประชาชน พร้อมระบุว่า หากโครงการยังเดินหน้าต่อ จะมีประชาชนจากพื้นที่ตามแนวคลองส่งน้ำทั้ง 2 สายออกมาร่วมคัดค้านเพิ่มมากขึ้น
ด้าน นางสาวนารี นูนเมือง ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัท ชี้แจงว่า บริษัทได้ดำเนินการยื่นขออนุญาตต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรีและเทศบาลตามขั้นตอนกฎหมายครบถ้วน พร้อมต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน โดยยืนยันว่าแร่ฟลูออไรต์ที่นำมาแต่งไม่มีสารอันตราย พร้อมนำตัวอย่างแร่มาแสดงประกอบการชี้แจง
นางสาวนารี ระบุว่า โรงงานแห่งนี้เป็น “โรงแต่งแร่” ไม่ใช่ “โรงถลุงแร่” โดยกระบวนการผลิตเป็นเพียงการล้างและคัดแยกแร่ ไม่มีการปล่อยน้ำเสียออกสู่ภายนอก ใช้ระบบน้ำหมุนเวียนภายในโรงงาน พร้อมเจาะบ่อบาดาลใช้เอง และใช้ระบบกรองในการแยกกากแร่
ทั้งนี้ โรงงานมีขนาดเล็ก กำลังการผลิตยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมยืนยันว่ามีมาตรการควบคุมมลพิษด้านดิน น้ำ และอากาศตามมาตรฐาน และพร้อมเปิดให้หน่วยงานภาครัฐเข้าตรวจสอบได้ตลอดเวลา หากพบว่าค่ามลพิษเกินมาตรฐาน หน่วยงานรัฐสามารถสั่งระงับกิจการได้ทันที
ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัท กล่าวอีกว่า การเดินทางมาครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาแก้ตัว แต่ต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจ ยืนยันความโปร่งใส และพร้อมรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย แม้ในวันนี้จะไม่มีโอกาสชี้แจงต่อชาวบ้าน เนื่องจากประชาชนแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการ
นอกจากนี้ บริษัทระบุว่า ปัจจุบันมีโรงแต่งแร่ดำเนินการอยู่แล้ว 2 แห่ง ใน จ.กาญจนบุรี และ จ.เชียงใหม่ โดยตลอดระยะเวลากว่า 8 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีกรณีส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพของประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด


