กาฬสินธุ์-อดีตหัวหน้าคณะหมอลำ “เพชรลำชี” ชีวิตเจอมรสุมหนัก จากโควิดระบาด จนต้องยุบวง ปัจจุบันผันตัวเป็นหมอลำขอข้าว ใช้รถเข็นเครื่องเสียง คว้าไมค์ร้องหมอลำ แสดงข้างถนน หวังหารายได้เลี้ยงชีพ ชาวบ้านพบเห็น ร่วมสนับสนุนและส่งกำลังใจล้นหลาม ขณะที่เจ้าตัวยังเป็นจิตอาสา สอนเล่นตนตรีพื้นบ้านให้ผู้สนใจฟรี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านตูม ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ พบสองสามีภรรยา กำลังขับร้องกลอนลำ พร้อมร่ายรำไปตามถนนหมู่บ้าน เป็นทำนองลำต่อกลอนและลำเพลิน ผ่านลำโพงและเครื่องขยายเสียงขนาดเล็ก ที่ขับเคลื่อนไปเรื่อยๆ ที่มาของต้นเสียง เป็นชาย-หญิงสูงอายุ 2 คน ฝ่ายหญิงทำหน้าที่เข็นรถบรรทุกเครื่องเสียง พร้อมสัมภาระถุงข้าวสาร ตะกร้าใส่ธนบัตร ผลไม้ ฯลฯ
ขณะที่ฝ่ายชาย ถือไมค์ขับร้องกลอนรำ ร่ายรำไปตามถนน มีภรรยาออกสกิลร่ายรำไปด้วย สร้างความสนใจจากชาวบ้านได้อย่างดี สอบถามหมอลำฝ่ายชาย ทราบชื่อนายสงบ ศรีโคตร อายุ 69 ปี ฝ่ายนางรำ คือนางอุบล ศรีโคตร อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 156 บ้านโนนชัย ต.โคกสะอาด อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ คลุกคลีในวงการหมอลำด้วยกันทั้ง 2 คนมานานกว่า 50 ปี
นายสงบ ศรีโคตร กล่าวว่าชื่นชอบดนตรีและหมอลำมาตั้งแต่อายุ 16-17 ปี โดยเล่นทั้งแคน คีย์บอร์ด มีคำภา ผญาย่อย หรือนายคำภา สีโสดา ศิลปินมรดกอีสาน สาขาวรรณศิลป์ เป็นต้นแบบ และเป็นครูคนแรกสอนทักษะการร้องรำและแต่งกลอนลำให้ โดยตนฝึกฝนการร้องรำจนมีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะการร้องรำทำนองหมอลำเพลินอย่าง “ทองมี มาลัย” อดีตราชาลำเพลิน จนสามารถไปร่วมแสดงหมอลำกับหมอลำหลายคณะ โดยใช้ชื่อแสดงว่า ”ชาลีน้อย ข้าวกรอบ”
ตนเคยตั้งวงเพชรลำชี และเคยร่วมแสดงกับคณะศรเพชร ศรีอุบล คณะซุปเปอร์อุทัยทิพย์ รวมทั้งวงจินตหรา พูนลาภ และอีกหลายคณะ โดยบทหรือตัวละครที่เล่นเป็นประจำคือ ตัวตลก เป็นย่าเป็นยาย เป็นตัวอิจฉา บางงานพระเอกไม่ว่าง ตนก็ได้รับบทพระเอกแทน ซึ่งได้ทำหน้าที่มอบความสุข ความเพลิดเพลินให้กับมิตรรักแฟนหมอลำเรื่อยมา
ช่วงปี 2563 เป็นต้นมา ที่ประสบปัญหาการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 กระทบคณะหมอลำ ไม่มีงานเข้ามา กระทั่งวงแตก ทั้งหัวหน้าคณะ นักแสดง หางเครื่อง ต้องแยกย้ายกันไปประกอบอาชีพอื่น เพื่อความอยู่รอด ขณะที่ตนยังรักและหวงแหนในอาชีพหมอลำ ซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมทรงคุณค่าของชาวอีสาน ปี 2567 จึงร่วมกับนางอุบลภรรยา สืบสานหมอลำอีสาน ออกทำการแสดงตามตลาดนัด และย่านชุมชน ในพื้นที่ใกล้เคียง ในรูปแบบหมอลำเปิดหมวก
“เครื่องแต่งกายมีเพียงรองเท้าแตะ กางเกงธรรมดา เสื้อหมอลำตัวโปรดสีแดง อุปกรณ์มีแค่ลำโพงตัวเล็กๆ เครื่องขยายเสียง ใส่รถเข็นและจิตวิญญาณหมอลำ ร้องรำไปเรื่อยๆ ไม่อายใคร เพราะเป็นอาชีพสุจริต สืบสานวัฒนธรรมอันดีงามชาวอีสาน ชาวบ้านบางคนก็ให้เงิน ให้ข้าวสาร ให้อาหาร ให้ผลไม้ ตามกำลังศรัทธา เมื่อผลตอบรับดี จึงตระเวนออกนอกพื้นที่ เป็นหมอลำขาเลาะ หมอลำขอข้าว หมอลำเฒ่า ตามแต่ชาวบ้านจะเรียกขาน ส่วนตนพอใจชื่อ หมอลำตามถนน เพราะเข็นรถและร้องรำตามถนน ไม่ได้เข้าไปบริเวณบ้านใคร เว้นเสียจะได้รับเชิญจากเจ้าของบ้าน” นายสงบ อดีตหัวหน้าคณะเพชรลำชีกล่าว
ด้านนางอุบล ศรีโคตร กล่าวว่าอดีตตนเคยเป็นผู้จัดการวงหมอลำ ดูแลคิวแสดง ทำอาหาร เครื่องแต่งกายให้กับหมอลำ หางเครื่อง ซึ่งหมอลำคณะเพชรลำชีเป็นวงขนาดกลาง 30-40 ชีวิต ราคาจ้างไม่แพงมาก เจ้าภาพงานเข้าถึงง่าย เคยรับงานไม่ขาดระยะ แต่ภายหลังไม่มีงาน ต้องยุบวง เพราะสถานการณ์โควิด แต่ด้วยสายเลือดหมอลำเต็มตัวท่วมหัวใจของสามี ที่สืบทอดมารจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ จึงต้องอนุรักษ์และยึดเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวเรื่อยมา
ที่บ้านยังประกอบอาชีพทำนา แต่ที่ทำนาน้อย ผลผลิตได้น้อยไม่พอกิน เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาจึงชักชวนกันออกหารายได้ จากหมอลำแต่งตัวสวยงามบนเวทีแสดง มาเป็น “หมอลำตามถนน” ขอรับความเมตตาจากมิตรหมอแคนแฟนหมอลำ มอบสินน้ำใจ ไม่ว่าจะเป็นเงินสด ข้าวสาร อาหาร หรือผลไม้ โดยตนจะทำหน้าที่เข็นรถเครื่องเสียง บางช่วงมีชาวบ้านนำสิ่งของมามอบให้ ตนก็จะสวมบทหางเครื่องเพื่อสร้างสีสันให้ด้วย
“วันนี้ ได้รับการตอบรับและน้ำใจจากชาวบ้านดี ต้องขอขอบคุณที่สนใจให้กำลังใจเรา เป็นพลังบวกที่จะสืบสานศิลปะขับร้องหมอลำ และหาเลี้ยงชีพต่อไป หากเยาวชนประชาชนทั่วไป สนใจฝึกฝนทักษะเล่นตรี เช่น เป่าแคน เล่นคีย์บอร์ด พิธีกรหน้าเวที หรือขับร้องกลอนลำ สามารถติดต่อนายสงบ สามีตนยังเป็นจิตอาสา จะหาเวลาว่างรับสอนให้ฟรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เพื่ออนุรักษ์และร่วมสืบสานศิลปะการแสดงหมอลำอีสาน ให้ยืนนานสืบไป” นางอุบลกล่าวในที่สุด


