xs
xsm
sm
md
lg

ไกล่เกลี่ยนัดแรก ผู้ประกอบการบุรีรัมย์ฟ้องบริษัทยักษ์ใหญ่การเกษตร หลอกลงทุนเลี้ยงปลาสูญ 50 ล้าน ยื่นเรียกค่าเสียหาย-ยกเลิกหนี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



บุรีรัมย์ - ไกล่เกลี่ยนัดแรก ปมผู้ประกอบการ  อ.กระสัง บุรีรัมย์ ฟ้องเรียกค่าเสียหายบริษัทยักษ์ใหญ่การเกษตร ฐานผิดสัญญา หลอกร่วมลงทุนเลี้ยงปลาทับทิมนวัตกรรมใหม่ ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้ามาบริหารจัดการเองทั้งหมด แต่ขาดทุนเป็นหนี้กว่า 50 ล้าน ผลเจรจาผู้ประกอบการเสนอเรียกค่าเสียหาย 37 ล้าน ให้บริษัทรับโอนฟาร์มปลา และยกเลิกหนี้ค่าอาหาร 28 ล้านที่บริษัทฟ้องแย้ง ทนายรับเสนอผู้บริหารตัดสินใจ ด้านผู้เสียหายอีก 10 รายรอดูท่าที

วันนี้ (7 ก.ค. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่ นายจักรี อังคสิทธิ์ อายุ 42 ปี ผู้ประกอบการชาวอำเภอกระสัง จ.บุรีรัมย์ ได้ให้ทนายความ ยื่นฟ้องศาลจังหวัดบุรีรัมย์เอาผิดบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตร ฐานผิดสัญญา พร้อมให้ชำระหนี้ ชดใช้ค่าเสียหายและรับโอนทรัพย์ หลังจากทางบริษัทได้มาชักชวนโน้มน้าวให้ร่วมลงทุนในโครงการเลี้ยงปลาเนื้อระบบหนาแน่น โดยโฆษณาว่าเป็นการเลี้ยงปลาแบบนวัตกรรมใหม่ มีตลาดรองรับ ผลตอบแทนสูง คืนทุนภายใน 5 ปี และจะได้กำไรปีละ 3 ล้านบาท


ทางผู้ประกอบการเห็นว่าเป็นบริษัทรายใหญ่มีธุรกิจหลายอย่างทั่วประเทศและหลายประเทศทั่วโลก จึงหลงเชื่อลงทุนเลี้ยงปลาตามที่ทางบริษัทชักชวนตั้งแต่ปี 2563 ด้วยการกู้เงินธนาคาร และยืมเงินจากญาติพี่น้องมาร่วมลงทุน แต่ผ่านไป 5 ปีกลับประสบปัญหาขาดทุน ไม่ได้เป็นไปตามแผนธุรกิจที่ทางบริษัทนำเสนอ แถมยังจะเรียกเก็บค่าอาหารสัตว์จากทางผู้ประกอบการด้วย ทั้งที่ตลอด 5 ปีทางบริษัทจัดคนเข้ามาบริหารจัดการเองแบบเบ็ดเสร็จ แม้กระทั่งการทำบัญชี เงินที่ได้จากการจับปลาขายก็ส่งเข้าบริษัท ที่ผ่านมายังไม่เคยได้ผลกำไรจากทางบริษัทตามที่การันตีไว้เลย กระทั่งเดือนเมษายน 2568 ทางบริษัทก็สั่งให้ทีมที่เข้ามาบริหารจัดการในฟาร์มเลี้ยงปลาถอนตัว โดยไม่ชี้แจงเหตุผล และไม่รับผิดชอบใดๆ ปล่อยลอยแพผู้ประกอบการ แถมให้รับภาระหนี้สินเองกว่า 50 ล้านบาท


ล่าสุดวันที่ 6 ก.ค. 69 ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ได้เปิดโอกาสให้โจทก์และจำเลยเจรจาไกล่เกลี่ยกันเป็นนัดแรก โดยนายจักรี ผู้ประกอบการที่เป็นโจทก์ ได้เดินทางมาพร้อมครอบครัว ขณะที่ฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นบริษัทรายใหญ่ ได้มอบอำนาจให้ทนายความมาเจรจาไกล่เกลี่ยแทน ผลการเจรจาฝั่งโจทก์ได้เสนอเรียกค่าเสียหายจากทางบริษัท 37 ล้านบาท และจะโอนทรัพย์เป็นฟาร์มเลี้ยงปลาทั้งหมดซึ่งปัจจุบันไม่สามารถดำเนินการกิจการได้ปล่อยทิ้งร้างให้กับบริษัท และให้ทางบริษัทซึ่งมีการฟ้องแย้งเรียกค่าอาหารสัตว์และเวชภัณฑ์ยา 28 ล้าน ยกเลิกยอดเงินดังกล่าวเพราะทางตัวแทนบริษัทดำเนินการเองทั้งหมด ผู้ประกอบการยังไม่เคยได้รับผลตอบแทนใดๆ ซึ่งทนายความฝ่ายจำเลยก็รับข้อเสนอของโจทก์ไปนำเสนอผู้บริหารบริษัท เพื่อพิจารณาตัดสินใจว่าจะดำเนินการตามที่มีการเจรจาไกล่เกลี่ยหรือไม่


นายคุณากร โพธิชัย ทนายความฝ่ายโจทก์ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการนัดไกล่เกลี่ยกันระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ และจำเลยคือบริษัทรายใหญ่ที่หลอกให้ผู้ประกอบการลงทุนเลี้ยงปลา โดยฝั่งจำเลยได้ส่งทนายความมาเจรจาไกล่เกลี่ย โดยโจทก์ได้เสนอเรียกค่าเสียหายจำนวน 37 ล้านบาท เพื่อจะนำเงินไปชำระหนี้ให้กับธนาคารที่กู้ยืมมาลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงปลาตามที่บริษัทชักชวนเสนอโครงการ ส่วนทรัพย์สินของโจทก์คือฟาร์มปลาก็จะโอนให้จำเลยทั้งหมด ส่วนก่อนหน้านี้ที่จำเลยได้ฟ้องแย้งให้ทางโจทก์ชำระค่าอาหารสัตว์ ค่าเวชภัณฑ์ และค่าลูกพันธุ์ปลา เป็นเงิน 28 ล้านบาทนั้น ทางโจทก์ก็ได้เสนอให้บริษัทยกเลิกค่าใช้จ่ายส่วนนี้ทั้งหมด


ทางทนายจำเลยก็จะนำข้อเสนอในการไกล่เกลี่ยครั้งนี้ไปรายงานผู้บริหารเพื่อพิจารณา ผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องรอฟังในนัดหน้า วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ซึ่งการไกล่เกลี่ยครั้งนี้โจทก์ได้เรียกร้องไปเฉพาะในส่วนของต้นทุนที่กู้ยืมมาลงทุน แต่ไม่ได้เรียกร้องในส่วนที่เสียโอกาส ทั้งยังเสียเครดิตกับทางธนาคารด้วย แต่หากการไกล่เกลี่ยครั้งนี้ไม่ได้ข้อสรุปตามที่พูดคุยกัน ก็จะมีการนัดสืบพยานตามขั้นตอน ก็ว่าไปตามพยานหลักฐาน


ด้านผู้ประกอบการที่เป็นโจทก์ฟ้องระบุว่า ตลอด 5 ปีที่ลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงปลาไม่เคยได้รับผลตอบแทนจากบริษัทเลย ทางบริษัทมาดำเนินการเองทั้งหมดแต่กลับขาดทุนทำให้ต้องเป็นหนี้ ตัวเลข 37 ล้านบาท ที่เสนอให้บริษัทรับผิดชอบนั้นก็จะเอาไปจ่ายหนี้ธนาคารที่กู้ยืมมาลงทุนเพื่ออยากให้จบปัญหา เพราะตอนนี้ต้องแบกรับภาระหนี้ธนาคารทั้งต้นและดอกเบี้ยเดือนละ 5 แสนบาท แต่ไม่มีเงินไปชำระทำให้เสียเครดิตและจะถูกธนาคารฟ้อง เดือดร้อนมาก

ส่วนผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่หลงเชื่อก็ยืมเงินมาลงทุนเลี้ยงปลากับบริษัทดังกล่าวอีก 10 รายนั้น ก็ยังรอดูท่าทีและการแสดงความรับผิดชอบของทางบริษัทว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อจะเป็นแนวทางในการตัดสินใจว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร ก็อยากฝากถึงผู้บริหารของบริษัทเห็นถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการทั้ง 11 ราย ที่กำลังเดือดร้อนด้วย