เชียงใหม่ – เครือข่ายภาค ปชช.ปกป้องน้ำกก สาย รวก โขง..ส่งตัวแทนยื่นหนังสือถึง “สี จิ้น ผิง ปธน.จีน” ผ่านกงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่ เรียกร้องจัดระเบียบวิสาหกิจทุนจีนทำเหมืองในเมียนมา ปล่อยสารพิษข้ามพรมแดนลงลำน้ำฝั่งไทย กระทบพื้นที่ทำนา 110,000 ไร่ ชาวประมง 60 หมู่บ้าน ยันผู้ประกอบการท่องเที่ยว ผู้คนเรือนแสนต้องทนบริโภคประปาปนเปื้อน
วันนี้ (6 ก.ค.) ตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือเรื่อง "ประชาชนชาวไทยไม่ต้องการแม่น้ำพิษจากเหมืองแร่โดยทุนจีนในเมียนมาอีกต่อไป" ต่อสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำเชียงใหม่ ที่ ต.หายยา อ.เมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภ.จว.เชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางกำลังคอยดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้เป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ ในหนังสือระบุส่งถึง "สี จิ้น ผิง" ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้อธิบายสถานการณ์แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ปนเปื้อนสารโลหะหนักจากเหมืองที่มีกลุ่มทุนจีนเข้าไปดำเนินการในประเทศเมียนมา โดยทางการจีนก็รับรู้ และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความเรื่องนี้ถึง 3 ครั้ง คือวันที่ 8 มิ.ย.2568 วันที่ 31 พ.ค.และวันที่ 5 มิ.ย.2569 เนื้อหาคือประเทศจีนมีความห่วงใยและไม่ยินยอมให้กลุ่มทุนจีนทำลายสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยินดีใช้กลไกความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง ในการแก้ไขปัญหาอีกด้วย
อย่างไรก็ตามปัจจุบันชาวไทยต้องประสบปัญหาสารพิษที่ไหลผ่านแม่น้ำสายต่างๆ ดังกล่าวเข้าสู่พื้นที่ปลูกข้าวนาปี-นาปรัง เนื้อที่อย่างน้อย 110,000 ไร่ ชาวประมง 60 หมู่บ้าน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องสูญเสียอาชีพ ประชาชนอย่างน้อย 40,000 ครัวเรือนหรือกว่า 120,000 คนในตัวเมืองเชียงรายต้องทนบริโภคน้ำประปาปนเปื้อน
ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลจีนลงไปกำกับดูแล และตรวจสอบ บริษัทหรือนักลงทุนสัญชาติจีน ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งให้ยุติการสนับสนุนกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษข้ามพรมแดน
นอกจากนี้ขอให้มีการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของแร่ต่างๆ เช่น แร่พลวง ทังสเตน ดีบุก ตะกั่ว ทองแดง แมงกานีส จากเหมืองแร่ประเทศเมียนมาที่นำเข้าผ่านประเทศไทยไปยังประเทศจีน ว่ามาจากแหล่งที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมหรือไม่ รวมทั้งขอเชิญชวนให้ลงพื้นที่พบปะกับประชาชนชาวไทย ประกาศแผนที่ชัดเจนในกลไกลความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง ในการยุติการทำลายสิ่งแวดล้อม และสุดท้ายขอให้รัฐบาลจีนจัดให้คณะผู้ตรวจสอบร่วมที่มาจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องและตัวแทนจากประเทศไทยไปยังพื้นที่เหมืองแร่ในประเทศเมียนมา เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะปฏิบัติตามระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของสากลและเปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบดังกล่าว
"พวกเราหวังว่าท่านจะยึดมั่นต่อคำกล่าวที่ว่าดื่มน้ำร่วมสายนที ผูกพันมิตรไมตรีร่วมโชคชะตา” โดยพิสูจน์ได้ด้วยการกระทำอย่างแท้จริง.


