อ่างทอง - พาไปยลความงดงามล้ำค่าและแปลกตาของงานสถาปัตยกรรมไทยพุทธ ที่คาดว่าเป็น “หนึ่งเดียวในประเทศไทย” ณ วัดศรีมหาโพธิ์ ตำบลโรงช้าง อำเภอป่าโมก อ่างทอง หลังพบเรื่องราวชวนสัมผัสของศิลปะปูนปั้นโบราณอายุกว่า 60 - 70 ปี บนหน้าบันอาคารหอฉัน ซึ่งมีความพิเศษไม่เหมือนที่ใดในโลก ด้วยรูปลักษณ์ “ครุฑเหินเวหา” สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ชาวบ้านและผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบและสอบถาม พระครูวิบูลโพธารังการ เจ้าอาวาสวัดศรีมหาโพธิ์ และเจ้าคณะตำบลบางเสด็จ เจริญพรให้ข้อมูลว่า ปูนปั้นครุฑเหินเวหาดังกล่าวประดิษฐานคู่หอฉันหลังนี้มาเป็นเวลานานแล้ว ตามบันทึกสืบทอดมาตั้งแต่สมัยอดีตเจ้าอาวาสรูปก่อน แม้ในเวลาต่อมาทางวัดจะมีการบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ ภายในวัดไปหลายส่วน ทว่าตัวอาคารหอฉันเก่าแก่ที่มีครุฑเหินเวหาตัวนี้ ยังคงถูกอนุรักษ์ไว้ในสภาพเดิมและยังไม่ได้ทำการบูรณะใหม่ เพื่อรักษาคุณค่าดั้งเดิมเอาไว้
ขณะที่ นายละเอียด ใคร่ครวญ อายุ 87 ปี ไวยาวัจกรอาวุโสแห่งวัดศรีมหาโพธิ์ ถ่ายทอดความทรงจำในอดีตว่า หอฉันหลังนี้มีชื่อปรากฏอย่างเป็นทางการว่า “ไตรมิตรอุปถัมภ์” โดยส่วนตัวเห็นงานปูนปั้นนี้มาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก ตัวครุฑน่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 50 - 70 ปี จำได้ว่าเป็นการรังสรรค์ขึ้นในยุคที่ “พระสรรเสริญ” ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส โดยมีช่างปั้นฝีมือดีของชุมชนชื่อ “ช่างกริช” เป็นผู้ลงมือปั้น แต่ในส่วนของแรงบันดาลใจหรือเหตุผลกลใดที่ช่างกริชเลือกปั้นครุฑในอิริยาบถเหินเวหาแหวกแนวดังกล่าว ปัจจุบันยังไม่มีใครทราบแน่ชัด
ทางด้าน นายเอนก สีหามาตย์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ได้ให้ทัศนะทางโบราณคดีและศิลปกรรมเกี่ยวกับกรณีนี้ว่า พื้นที่บริเวณวัดศรีมหาโพธิ์ ตำบลโรงช้าง อำเภอป่าโมก แห่งนี้ ถือเป็นชุมชนโบราณที่มีประวัติศาสตร์เกาะเกี่ยวมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายต่อเนื่องถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยรอบมักปรากฏศาสนสถานและสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่ให้เห็นเป็นหลักฐาน เช่น เจดีย์เก่าด้านหลังวัดศรีมหาโพธิ์ ที่บริเวณฐานมีลายกระจังปูนปั้นศิลปะสมัยอยุธยาที่เด่นชัด
สำหรับ “ครุฑเหินเวหา” ที่ประดับอยู่บนหน้าบันหอฉันนั้น นายเอนก ระบุว่า โดยทั่วไปในงานสถาปัตยกรรมไทยจะไม่ค่อยได้พบเห็นครุฑในท่วงท่าแผลงฤทธิ์บินเช่นนี้ ส่วนใหญ่หากเป็นช่างหลวงในอดีตมักจะปั้นออกมาในลักษณะ “ครุฑนั่ง” หรือ “ครุฑยืน” ที่มีความสงบนิ่งและเป็นแบบแผนมากกว่า จึงเข้าใจได้ว่าครุฑเหินเวหาตัวนี้น่าจะเป็นฝีมือของ “ช่างชาวบ้าน” (ช่างราษฎร์) ที่มีความคิดสร้างสรรค์ อิสระ และต้องการรังสรรค์ให้เกิดความแปลกใหม่ต่างจากขนบเดิม
หากพิจารณาจากรูปทรงในเชิงศิลปะ จะเห็นรายละเอียดอย่างชัดเจนว่า เท้าของครุฑทั้งสองข้างถูกยกขึ้นสูงในลักษณะกำลังทะยานตัวขึ้นสู่เวหา โดยในระหว่างเท้าครุฑนั้นมี “หางนาค” ประดับอยู่ ทั้งนี้ ตามคติความเชื่อโบราณ การนำครุฑมาประดิษฐานไว้ที่หน้าบันของอาคาร ถือเป็นการปกปักษ์รักษาและป้องกันภยันตรายทั้งปวงให้แก่ศาสนสถาน เป็นการแสดงบารมี อีกทั้ง “ครุฑ” ยังเป็นสัญลักษณ์เครื่องหมายแทนองค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐอีกด้วย หอฉัน “ไตรมิตรอุปถัมภ์” แห่งวัดศรีมหาโพธิ์ จึงถือเป็นโบราณสถานล้ำค่าของท้องถิ่นอ่างทองที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และส่งเสริมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมสืบไป


