กาญจนบุรี – พยาบาลสาวชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง เปิดใจทั้งน้ำตา เล่าความประทับใจได้ถวายภาพวาด เมื่อครั้ง เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ระหว่างเสด็จเยี่ยมชาวบ้านและนักเรียนบ้านสาละวะ ได้มีพระดำรัสที่ยังตราตรึงในหัวใจ "วาดรูปสวยมาก เดี๋ยวเราจะนำรูปนี้ไปไว้ที่บ้าน" เผยพระองค์ คือแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เลือกเรียนพยาบาล เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นตลอดชีวิต
น.ส.ศรีทอง คงนานดี อายุ 26 ปี พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมะการักษ์ จังหวัดกาญจนบุรี ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง จากบ้านไล่โว่ หมู่ 4 ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี เปิดเผยว่า ตนเกิดและเติบโตในหมู่บ้านห่างไกล ไม่มีไฟฟ้าและสัญญาณโทรศัพท์ การเดินทางจากหมู่บ้านเข้าสู่ตัวอำเภอสังขละบุรี ในช่วงฤดูฝน ต้องเดินเท้าผ่านป่านานกว่า 3-4 ชั่วโมง จึงจะถึงหน่วยพิทักษ์ป่าตะเคียนทอง ก่อนต่อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์อีกประมาณ 30-40 นาที
ย้อนกลับไปในปี 2562 ขณะอายุ 19 ปี ชาวบ้านได้รับข่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จะเสด็จเยี่ยมชาวบ้านที่บ้านสาละวะ ช่วงแรกไม่มีใครเชื่อ เพราะคิดว่าเป็นเพียงข่าวลือ แต่เมื่อได้รับการยืนยันว่าพระองค์จะเสด็จจริง ตนจึงตั้งใจวาดพระฉายาสาทิสลักษณ์เพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย โดยมีเวลาเตรียมงานเพียง 8-9 วัน
"ตอนนั้นกังวลมาก เพราะเป็นการวาดภาพสีน้ำมันครั้งแรก กลัวว่าจะวาดพระองค์ท่านไม่เหมือน แต่ก็ได้รับคำแนะนำจากอาจารย์และคุณครูมาตลอด จึงพยายามวาดตั้งแต่เช้าจนถึงสี่ทุ่มทุกวัน ใช้เวลาต่อเนื่อง 8 วันจึงแล้วเสร็จ"
น.ส.ศรีทอง เล่าต่อว่า ในวันรับเสด็จท้องฟ้ามืดครึ้มคล้ายฝนจะตก ทำให้รู้สึกหวั่นใจว่าเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งอาจไม่สามารถลงจอดได้ แต่เมื่อได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ดังขึ้น ทุกคนต่างดีใจ และทันทีที่พระองค์เสด็จมาถึง ท้องฟ้าที่มืดครึ้มกลับเปิด แสงแดดส่องลงมาอย่างสดใส จนรู้สึกเหมือนพระองค์นำแสงสว่างมาสู่ชาวบ้านไล่โว่และบ้านสาละวะ
เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงบริเวณที่ตนเองนั่งอยู่ ทอดพระเนตรเห็นภาพวาดและมีรับสั่งด้วยพระสุรเสียงอันอ่อนโยนว่า "นี่รูปเราหรือ รูปเราเอง" ก่อนตรัสชมว่า "วาดรูปสวยมาก เดี๋ยวเราจะนำรูปนี้ไปไว้ที่บ้าน"
"ตอนนั้นดีใจมาก ไม่เคยคิดเลยว่าคนธรรมดาอย่างเราจะมีโอกาสได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด และได้รับพระดำรัสจากพระองค์ด้วยตัวเอง"
หลังจากนั้น พระองค์ยังเสด็จเยี่ยมชาวบ้านไล่โว่และบ้านสาละวะอย่างต่อเนื่องทุก 3-4 เดือน และ น.ส.ศรีทอง ยังมีโอกาสรับเสด็จอีกครั้งที่บ้านไล่โว่ โดยครั้งนั้นได้สาธิตการวาดภาพถวายทอดพระเนตร พร้อมเห็นพระองค์ทรงสอบถามสารทุกข์สุกดิบของชาวบ้านอยู่เสมอ ทั้งเรื่องความเป็นอยู่และความต้องการความช่วยเหลือ
น.ส.ศรีทอง กล่าวว่า ช่วงที่ได้รับเสด็จครั้งแรก ตนเองเพิ่งจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และสอบติดทั้งคณะศึกษาศาสตร์ และคณะพยาบาลศาสตร์ แต่เมื่อได้เห็นพระเมตตา ความเสียสละ และการทรงงานเพื่อประชาชนของพระองค์ จึงตัดสินใจเลือกเรียนพยาบาล เพราะเชื่อว่าจะได้ช่วยเหลือผู้คนและสามารถถ่ายทอดความรู้แก่ผู้ป่วยได้เช่นเดียวกับการเป็นครู
ปัจจุบัน หลังสำเร็จการศึกษาและเข้าปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลมะการักษ์ ตนยังยึดพระจริยวัตรของพระองค์เป็นแบบอย่างในการทำงาน ทั้งด้านความเมตตา ความอดทน และความเสียสละในการดูแลผู้ป่วย
สำหรับความรู้สึกหลังทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ น.ส.ศรีทอง ยอมรับว่าเสียใจเป็นอย่างมาก พร้อมระบุว่า ตลอดช่วงที่พระองค์ทรงประชวร ชาวบ้านในพื้นที่ต่างเฝ้าติดตามพระอาการด้วยความห่วงใย แม้หมู่บ้านจะไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทุกครั้งที่ตนกลับบ้าน ชาวบ้านก็มักสอบถามเสมอว่าพระอาการดีขึ้นหรือยัง
"วันนี้พระองค์ไม่อยู่แล้ว รู้สึกเสียใจมาก จากนี้จะตั้งใจทำหน้าที่พยาบาลให้ดีที่สุด ดูแลผู้ป่วยด้วยความเมตตา และดำรงตนเป็นคนดี เพื่อทำประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้"


