xs
xsm
sm
md
lg

กะหล่ำปลีภูทับเบิกยังร้อนแรง!ปศุสัตว์ฯยันไม่พบซากควายกินกะหล่ำตายตามอ้าง ชาวไร่เดินหน้าดำเนินคดีอินฟูลฯดัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เพชรบูรณ์ – ปมกะหล่ำปลีภูทับเบิกยังคงร้อนแรง..หลังปศุสัตว์-ศูนย์วิจัยอาหารสัตว์เพชรบูรณ์ ยันไม่พบซากควายกินกะหล่ำปลีตายตามคำอ้าง ขณะที่กลุ่มเกษตรกรยังเดินหน้าดำเนินคดีอินฟูลฯดัง และสังคมจับตาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับชาวไร่


สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยผลการตรวจสอบกรณีอินฟูลเอนเซอร์รายหนึ่งเผยแพร่ข้อมูลอ้างว่ากระบือกินกะหล่ำปลีแล้วเสียชีวิต ต่อมา 24 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบฟาร์มในหมู่ 14 ตำบลท่าพล อ.เมืองเพชรบูรณ์ แต่ไม่พบซากกระบือหรือหลักฐานยืนยันการตายของกระบือ 7 ตัว และวัว 3 ตัว ตามที่มีการกล่าวอ้าง พบเพียงซากสัตว์ปีกบางส่วน จึงเก็บตัวอย่างกะหล่ำปลีและซากสัตว์ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม ขณะที่เจ้าของฟาร์มให้ข้อมูลว่ากระบือมีอาการท้องอืดเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ในสัตว์เคี้ยวเอื้องเมื่อได้รับอาหารสดหรือพืชที่ย่อยสลายได้รวดเร็วในปริมาณมาก

ด้านศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบูรณ์ ระบุข้อมูลทางวิชาการว่า กะหล่ำปลีและผักสดที่มีความชื้นสูงสามารถทำให้เกิดการสะสมก๊าซในกระเพาะหมักของสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น โค กระบือ แพะ และแกะ หากได้รับในปริมาณมากเกินไปอาจเสี่ยงต่อภาวะท้องอืด (Bloat) ซึ่งเป็นภาวะทางสรีรวิทยาที่พบได้ทั่วไป แต่ไม่ได้หมายความว่ามีสารพิษตกค้างหรือเป็นสาเหตุการตายโดยตรง

ก่อนหน้านี้ผลการสุ่มตรวจจากหลายหน่วยงานภาครัฐยังไม่พบสารเคมีตกค้างในผลผลิตกะหล่ำปลีเกินค่ามาตรฐาน สะท้อนว่าประเด็นดังกล่าวยังต้องอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ประกอบการพิจารณาอย่างรอบด้าน


ล่าสุด อินฟูลเอนเซอร์เจ้าของประเด็นได้โพสต์ชี้แจงผ่านเพจส่วนตัว หลังชาวไร่กะหล่ำปลีภูทับเบิกและพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 200 ราย เข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.ท่าพล โดยยืนยันว่าผู้บริโภคมีสิทธิแสดงความคิดเห็นและตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับสารเคมีตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร อีกทั้งไม่ได้กล่าวพาดพิงเกษตรกรหรือพื้นที่ใดโดยตรง

อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายมองว่าแม้จะไม่ระบุชื่อบุคคลหรือสถานที่ชัดเจน แต่หากเนื้อหาหรือบริบททำให้สาธารณชนเข้าใจได้ว่าหมายถึงบุคคล กลุ่มบุคคล หรือพื้นที่ใด จนก่อให้เกิดความเสียหาย ก็อาจนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายได้

ทั้งนี้สังคมยังคงจับตาผลกระทบต่อราคากะหล่ำปลี รายได้เกษตรกร ผลตรวจสารตกค้างจากหน่วยงานรัฐ และคำถามสำคัญว่า หากข้อมูลที่เผยแพร่ไม่ถูกต้อง ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งท้ายที่สุดข้อเท็จจริงทั้งหมดจะต้องได้รับการพิสูจน์ผ่านพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมต่อไป

มีการตั้งข้อสังเกต จากรายงานผลการลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีควายตายภายในฟาร์ม ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ว่าอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่


หลังพบข้อพิรุธหลายประเด็น ทั้งกรณีเจ้าของฟาร์มนำซากสัตว์ตายไปจำหน่ายเข้าเขียงเนื้อ การเคลื่อนย้ายควายมีชีวิตที่เหลือออกนอกพื้นที่โดยไม่ปรากฏมาตรการอายัดหรือกักกันโรคอย่างชัดเจน รวมถึงยังไม่พบการระบุถึงการแจ้งความดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ แม้จะมีการเบี่ยงเบนประเด็นไปที่สารพิษในผัก

แต่ประเด็นหลัก คือ ซากควาย ที่ไม่ทราบว่ามีอยู่จริงหรือไม่ และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ที่เชื่อโดยไม่ตรวจสอบหรือดำเนินการทางกฎหมายอย่างชวนสงสัย