อุดรธานี – น.สพ.อัษฐพล ปริยวงศ์สกุล อดีตสัตวแพทย์สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานี เปิดใจทั้งน้ำตา ย้อนความทรงจำเมื่อครั้งมีโอกาสถวายงานดูแลสุนัขทรงเลี้ยงของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ระหว่างเสด็จมาทรงงานในจังหวัดอุดรธานี พร้อมเผยพระจริยวัตรอันงดงาม ทรงเป็นกันเอง ไม่ถือพระองค์ และทรงอุทิศพระวรกายเพื่อการปฏิบัติพระราชกรณียกิจจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน
ทีมงานได้มีโอกาสไปสนทนากับ น.สพ.อัษฐพล ปริยวงศ์สกุล อดีตสัตวแพทย์สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานี ที่บ้านพักในพื้นที่ จ.อุดรธานี ซึ่งเคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในคณะสัตวแพทย์ถวายงานดูแลสุนัขทรงเลี้ยงอย่างใกล้ชิด น.สพ.อัษฐพล เล่าย้อนว่า จุดเริ่มต้นของการถวายงานเกิดขึ้นเมื่อราวปี 2549 ต่อเนื่องถึงปี 2550 ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ขณะนั้นยังทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จมาทรงฝึกการบิน และทรงนำสุนัขทรงเลี้ยง “คุณฟูฟู” มาด้วย หลังจากเสด็จกลับแล้ว
ต่อมา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวรรณวารีนารีรัตน์ ได้เสด็จมายังพื้นที่ โดยทรงนำสุนัขทรงเลี้ยงมาด้วยเช่นกัน ทำให้ตนมีโอกาสเข้าไปดูแลสุนัขทรงเลี้ยงในช่วงดังกล่าว
จากนั้น ได้มีหนังสือจากสำนักพระราชวังแต่งตั้งให้ตนและสัตวแพทย์อีกคนหนึ่งเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ดูแลสุนัขทรงเลี้ยงอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ต่อมา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จะเสด็จมาทรงงานในพื้นที่ และทำให้ตนมีโอกาสถวายงานดูแลสุนัขทรงเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง ภายหลังกรมปศุสัตว์ได้ประสานให้เข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างใกล้ชิด
ต่อมาได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากสำนักพระราชวัง โดยตนยังเปิดโอกาสให้สัตวแพทย์รุ่นใหม่เข้าร่วมเรียนรู้และปฏิบัติงานจริง เพื่อสั่งสมประสบการณ์ในการดูแลสัตว์ทรงเลี้ยง ภายในพระตำหนักมีสุนัขทรงเลี้ยงราว 10 ตัว ส่วนใหญ่เป็นสุนัขพันธุ์บางแก้ว นอกจากนี้ยังมีพูเดิลและชิวาวา หลายตัวเป็นสุนัขที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย ขณะที่บางตัวเป็นสุนัขที่พระองค์ทรงพบตามสถานที่ต่าง ๆ แล้วทรงพระเมตตารับมาเลี้ยง
พระองค์ภาทรงโปรดสัตว์เป็นอย่างมาก นอกจากสุนัขแล้ว ภายในพระตำหนักยังมีบ่อปลาและสัตว์อื่น ๆ ที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี โดยสุนัขที่ติดตามเสด็จเป็นประจำ ได้แก่ "คุณโมโม่" ชิวาวา "คุณเต้าหู้" สุนัขพันธุ์บางแก้ว และ "คุณเฉาก๊วย" ซึ่งพระองค์ทรงผูกพันกับคุณเต้าหู้เป็นพิเศษ เนื่องจากทรงเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเล็ก
หน้าที่ของคณะสัตวแพทย์คือการตรวจสุขภาพ วัดอุณหภูมิร่างกาย และดูแลสุนัขทรงเลี้ยงเป็นประจำ หากเกิดเหตุฉุกเฉินก็จะประสานโรงพยาบาลสัตว์ในพื้นที่ทันที โดยครั้งหนึ่งขณะพระองค์เสด็จไปทรงงานที่จังหวัดหนองบัวลำภู สุนัขทรงเลี้ยงกัดกันจนได้รับบาดเจ็บ ตนต้องรีบประสานนำตัวเข้าผ่าตัดเย็บแผลในช่วงกลางดึก
เมื่อกล่าวถึงความประทับใจ น.สพ.อัษฐพล ถึงกับน้ำตาคลอ พร้อมระบุว่า มีเรื่องที่ไม่มีวันลืมอยู่ 3 ประการ ได้แก่ พระจริยวัตรที่ทรงเป็นกันเอง ทรงเรียกตนว่า "หมอ" และแทนพระองค์เองว่า "เรา" เสมอ อีกทั้งยังทรงเอาใจใส่เรื่องอาหารการกินของผู้ถวายงานทุกคน
อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อนุญาตให้ตนเป็นเจ้าภาพจัดทำส้มตำถวาย รวมถึงการได้ตามเสด็จไปประกอบพระราชกรณียกิจและทำบุญในหลายพื้นที่ ก่อนเสด็จกลับ ตนได้ทูลขอพระราชทานถ่ายภาพร่วมกับพระองค์ ซึ่งทรงมีพระเมตตาอนุญาต พร้อมรับสั่งหยอกล้ออย่างเป็นกันเองว่า "ถ่ายอีกไหม" สร้างความปลาบปลื้มแก่ผู้ถวายงานเป็นอย่างยิ่ง
อดีตสัตวแพทย์รายนี้กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า ตลอดเวลาที่ถวายงาน บ่อยครั้งถึงกับน้ำตาซึมเมื่อเห็นว่าพระองค์ทรงงานหนัก ทั้งกลางวันและกลางคืนแทบไม่มีเวลาบรรทม ผู้ที่ได้ถวายงานใกล้ชิดต่างสำนึกในพระเมตตาและความเสียสละที่ทรงมีต่อประชาชน
น.สพ.อัษฐพล ยังเปิดเผยว่า นับตั้งแต่ทราบข่าวการประชวร ตนได้สวดบทโพชฌังคปริตรถวายพระพรทุกวัน วันละ 1 จบ รวมแล้วกว่า 900 วันนับแต่ท่านประชวร เพื่ออธิษฐานขอให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวร พร้อมกันนี้ยังเล่าว่า วันที่ทราบข่าวพระอาการประชวร จังหวัดอุดรธานีมีฝนตกหนัก เมื่อได้รับชมแถลงการณ์จากสำนักพระราชวังจึงรู้สึกตกใจและเสียใจอย่างยิ่ง ก่อนจะนำพระรูปที่เคยได้รับพระราชทานโอกาสถ่ายร่วมกัน รวมถึงของพระราชทานต่าง ๆ
อาทิ เหรียญหินหยกขาวจากวัดป่าภูก้อน และบัตรอวยพรพระราชทาน เก็บรักษาไว้อย่างดีที่สุด เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยเปิดเผยเรื่องการถวายงานมาก่อน กระทั่งได้รับการประสานจากจังหวัดให้ออกมาเล่าประสบการณ์เพื่อเป็นเกียรติประวัติ
น.สพ.อัษฐพล กล่าวทิ้งท้ายด้วยความอาลัยว่า ตลอดเวลาที่ถวายงาน พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อประชาชนอย่างเต็มกำลัง ทรงครุ่นคิดถึงการปฏิบัติพระราชกรณียกิจอยู่ตลอดเวลา จึงเชื่อว่าความเสียสละและความเหน็ดเหนื่อยจากการทรงงานหนักคือสิ่งที่ประชาชนผู้ใกล้ชิดต่างรับรู้และสำนึกในพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้


