ความอาลัยยังคงปกคลุมหัวใจของชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดอุดรธานี หลังทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา หรือ "พระองค์ภา" พระราชธิดาผู้ทรงฝากรอยประทับแห่งความเมตตา ความเรียบง่าย และความใกล้ชิดไว้ในหัวใจของชาวอุดรธานี โดยเฉพาะพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน ผ่านการเสด็จพระราชดำเนินและทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในพื้นที่ตลอดหลายปีก่อนหน้า
ทุกวันนี้ ภายในศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีน จังหวัดอุดรธานี ยังมี "อาคารเฉลิมพระเกียรติพระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภา" ซึ่งเปรียบเสมือนอนุสรณ์แห่งความจงรักภักดี รวบรวมพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และเรื่องราวแห่งความผูกพันระหว่างพระองค์กับชาวอุดรธานี เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ร่วมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณตลอดไป
นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล ประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี เล่าย้อนความทรงจำว่า ตลอดระยะเวลาที่พระองค์เสด็จมาปฏิบัติพระกรณียกิจในจังหวัดอุดรธานี ทรงสร้างความประทับใจแก่ประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ด้วยพระอัธยาศัยอ่อนโยน ทรงเป็นกันเอง และทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย-จีน จนเกิดเป็นสายใยแห่งความผูกพันที่ยืนยาวนับสิบปี
จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันงดงามเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2551 ขณะทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในตำแหน่งอัยการจังหวัดอุดรธานี พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมายังศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี นับเป็นพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์แรกที่เสด็จเยือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยเชื้อสายจีนและชาวอุดรธานี
ในวันนั้น คณะกรรมการศาลเจ้าปู่-ย่า สมัยที่ 58 นำโดย นายยงศักดิ์ อรุณยะเดช ประธานกรรมการในขณะนั้น ได้จัดการแสดงศิลปวัฒนธรรมจีน ทั้งคณะหล่อโก้ว คณะมังกร และคณะสิงโตถวายให้ทอดพระเนตร พร้อมทั้งเสด็จทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์จำลองภายในสำนักงานศาลเจ้าปู่-ย่า
เหตุการณ์ในวันดังกล่าว สร้างความปลาบปลื้มแก่ชาวไทยเชื้อสายจีนเป็นอย่างยิ่ง และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความผูกพันที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน
หนึ่งปีต่อมา ในปี 2552 พระองค์ภาเสด็จร่วมงานเทศกาลตรุษจีนจังหวัดอุดรธานี ซึ่งจัดโดยเทศบาลนครอุดรธานี ทรงพบปะประชาชนอย่างใกล้ชิด และทรงฉายพระรูปร่วมกับคณะกรรมการศาลเจ้าปู่-ย่า สร้างความประทับใจแก่ผู้ที่เฝ้ารับเสด็จอย่างมิรู้ลืม
จากสายสัมพันธ์ดังกล่าว มูลนิธิศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี ภายใต้การนำของ นายปรีชา ชัยรัตน์ ประธานมูลนิธิในขณะนั้น ได้ริเริ่มก่อสร้าง ศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีน จังหวัดอุดรธานี เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีน ก่อนกราบบังคมทูลเชิญพระองค์ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศ "พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา" เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2552
ด้วยความสำนึกในพระกรุณาธิคุณ คณะกรรมการมูลนิธิจึงมีมติจัดสร้าง อาคารเฉลิมพระเกียรติ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ภายในศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีน เพื่อรวบรวมพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และภาพแห่งความทรงจำอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะภาพเหตุการณ์เมื่อปี 2551 ที่พระองค์เสด็จเคารพบูชาองค์เจ้าปู่เจ้าย่าเป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งนับเป็นเชื้อพระวงศ์พระองค์แรกที่เสด็จมายังศาลเจ้าแห่งนี้
ภายในอาคารยังคงเก็บรักษา "เก้าอี้ที่ประทับ" ไว้อย่างสมบูรณ์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดี และเป็นพยานแห่งช่วงเวลาอันทรงคุณค่าที่พระองค์เคยเสด็จมาทรงงานในจังหวัดอุดรธานี ให้ประชาชนและเยาวชนได้ศึกษาและรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณสืบไป
เมื่อการก่อสร้างศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีนแล้วเสร็จ คณะกรรมการมูลนิธิได้กราบบังคมทูลเชิญพระองค์เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดศูนย์อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2556 แม้ขณะนั้นพระองค์มิได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในจังหวัดอุดรธานีแล้ว แต่ยังทรงเสด็จกลับมาเป็นเกียรติแก่ชาวอุดรธานี ด้วยสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ท่ามกลางพลังความร่วมมือของ 9 องค์กร และ 11 ตระกูลแซ่ชาวจีน ที่พร้อมใจกันจัดงานรับเสด็จอย่างสมพระเกียรติ
ปัจจุบันอาคารเฉลิมพระเกียรติแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดแสดงพระราชประวัติ หากแต่เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำที่บอกเล่าเรื่องราวความผูกพันระหว่างพระองค์ภากับชาวอุดรธานีได้อย่างชัดเจนที่สุด
ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี จึงได้ปรับปรุงพื้นที่ภายในอาคารเฉลิมพระเกียรติพระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภา เพื่อเปิดให้ประชาชนร่วมลงนามถวายความอาลัยและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นี้เป็นต้นไป
มูลนิธิฯ ขอเชิญชวนประชาชนชาวจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียง เดินทางมาร่วมถวายความอาลัย พร้อมเยี่ยมชมพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และภาพแห่งความทรงจำที่จัดแสดงภายในอาคาร เพื่อร่วมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ภา ผู้ทรงฝากรอยพระบาทแห่งความเมตตา ความผูกพัน และความทรงจำอันงดงามไว้ในหัวใจของชาวอุดรธานี โดยเฉพาะพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน ตราบนานเท่านาน


