อุดรธานี – รมว.อุตสาหกรรมยัน SME คือแกนหลักระบบเศรษฐกิจไทย หากผู้ประกอบการไม่สามารถอยู่รอดได้ เศรษฐกิจของประเทศก็ขับเคลื่อนไม่ได้ กระทรวงฯพร้อมบูรณาการทุกหน่วยงานในสังกัดให้ความช่วยเหลือครบวงจร อย่างไรก็ตามเงินทุนอย่างเดียวไม่พอ ผู้ประกอบการต้องพัฒนาตนเองเสริมองค์ความรู้ให้เท่าทันสถานการณ์พร้อมรับมือกติกาธุรกิจโลกยุคใหม่
วันนี้(18 มิ.ย.)ที่โรงแรมเซ็นทารา อุดรธานี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมรวมพลัง 3 มิติ พา SMEs ไทย โตยั่งยืน ครั้งที่ 1” ซึ่งจัดโดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ภายในงานมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ SME จากจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียง ตลอดจนภาคีเครือข่ายด้านอุตสาหกรรมเข้าร่วมอย่างคึกคัก มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นำเสนอแนวทางการพัฒนาธุรกิจ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า SME คือรากฐานและแกนหลักของระบบเศรษฐกิจไทย หากผู้ประกอบการไม่สามารถอยู่รอดได้ เศรษฐกิจของประเทศก็จะขาดแรงขับเคลื่อนสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) วิกฤตพลังงาน และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) กระทรวงอุตสาหกรรมจึงพร้อมทำหน้าที่เป็น "ลมใต้ปีก" และพี่เลี้ยงให้ผู้ประกอบการ โดยบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัด เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างครบวงจร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวอีกว่า ได้มอบหมายให้ SME D Bank ซึ่งเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านแนวทาง 3 มิติ ได้แก่ การเติมทุนเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง การช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง และการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการสมัยใหม่ เพื่อให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในตลาดโลก
ในด้านแหล่งเงินทุน กระทรวงฯ ได้ร่วมกับ SME D Bank สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษแก่ผู้ประกอบการ โดยยังมีวงเงินพร้อมอัดฉีดเข้าสู่ระบบอีกกว่า 11,000 ล้านบาท พร้อมย้ำว่า "ในยุคนี้ การให้เงินทุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องเติมเต็มองค์ความรู้ควบคู่ไปด้วย" เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายวราวุธ ยังเตือนผู้ประกอบการให้เตรียมพร้อมรับมือกับมาตรการทางการค้าโลกในรูปแบบที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ EUDR ของสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า, CBAM มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน, CRA กฎหมายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตลอดจนแนวโน้มเรื่อง Carbon Credit และ Biodiversity Credit ที่จะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต โดยสินค้าของผู้ประกอบการจำเป็นต้องได้รับการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากล
นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังเดินหน้าส่งเสริมการตลาดยุคดิจิทัล โดยร่วมมือกับแพลตฟอร์มชั้นนำ เช่น TikTok และ Lazada เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า พร้อมผลักดันให้ผู้ประกอบการศึกษาและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้ง Gen Y และ Gen Z นำเทคนิคการตลาดดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ SME และ Micro SME สามารถเติบโตอย่างเข้มแข็ง และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย


