นครปฐม – ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม สนธิกำลังหลายหน่วย ปิดล้อมไล่ล่าผู้ต้องหาคดีลักรถยนต์หลบหนีข้ามจังหวัด ก่อนรถเสียหลักปีนเกาะกลางถนน ในพื้นที่นครชัยศรี ผู้ต้องหาวิ่งหนีเข้าป่ากก เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงจึงสามารถจับกุมตัวได้ พร้อมของกลาง พบประวัติเชื่อมโยงคดีลักทรัพย์และทำลายทรัพย์สินหลายพื้นที่
เวลา 17.00 น. วันนี้( 17 มิ.ย.) พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาและกำลังตำรวจจาก สภ.นครชัยศรี สภ.เมืองนครปฐม สภ.สามควายเผือก กองกำกับการสืบสวน ภ.จว.นครปฐม ชุดปฏิบัติการพิเศษ และตำรวจทางหลวง ร่วมกันจับกุม นายอนุสิทธิ์ คำสามาร อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมรถยนต์กระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ 4 ประตู สีบรอนซ์เทา ทะเบียน 3 ขต 8395 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถที่ถูกลักมาจากพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ
สืบเนื่องจากเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. วันเดียวกัน พล.ต.ต.พิทักษ์ ได้รับการประสานจากตำรวจภูธรภาค 2 ว่า มีคนร้ายก่อเหตุลักรถยนต์กระบะจากพื้นที่รับผิดชอบ ก่อนขับหลบหนีมุ่งหน้าเข้าจังหวัดนครปฐม จึงสั่งการให้ศูนย์วิทยุ 191 แจ้งทุกสถานีตำรวจในพื้นที่ตั้งจุดสกัดบนถนนสายหลัก โดยเฉพาะถนนเพชรเกษมและถนนบรมราชชนนี
กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นครชัยศรี พบรถต้องสงสัยขับมาถึงบริเวณหน้าทางเข้าวัดหลวง อำเภอนครชัยศรี ก่อนเสียหลักปีนเกาะกลางถนน ผู้ต้องหาเปิดประตูรถวิ่งหลบหนีเข้าไปทางวัดศีรษะทองและสวนมะพร้าว เจ้าหน้าที่จึงระดมกำลังปิดล้อมพื้นที่ พร้อมประสานตำรวจ สภ.สามควายเผือก กองกำกับการสืบสวน ภ.จว.นครปฐม ชุดปฏิบัติการพิเศษ และตำรวจทางหลวง เข้าสนับสนุนการค้นหา
หลังปิดล้อมพื้นที่และไล่ติดตามอยู่นานเกือบ 2 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายอนุสิทธิ์ไว้ได้ พร้อมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.นครชัยศรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย
จากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายอนุสิทธิ์ เป็นผู้ต้องสงสัยก่อเหตุในหลายพื้นที่ ประกอบด้วย คดีลักรถจักรยานยนต์ในพื้นที่ สภ.เมืองสระแก้ว คดีลักรถยนต์และเครื่องสูบน้ำในพื้นที่ สภ.ศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี คดีทุบตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทยในพื้นที่ สภ.นาจอมเทียน จังหวัดชลบุรี และคดีลักรถยนต์กระบะในพื้นที่ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นรถคันที่ใช้หลบหนีเข้ามาในจังหวัดนครปฐม
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างประสานพนักงานสอบสวนในพื้นที่เกิดเหตุแต่ละคดี เพื่ออายัดตัวผู้ต้องหาและนำของกลางไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


