กำแพงเพชร - เป็นเรื่องฉาวจริง..เณรแฉชัด-เจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กฯ พาแจ้งความแล้ว พระวัดดังคลองขลุงลงโทษสุดทารุณ ทั้งเตะ-ตี-บุหรี่จี้ จนเป็นแผลฉกรรจ์เต็มแผ่นหลัง ก่อนบังคับให้โกหกเป็นเรื่องเณรต่อยกันเองปัดความผิด เผยโดนกันหลายรูป บ้างย้ายวัดหนีก็มี
กรณีที่มีการโพสต์ภาพและข้อความขอความช่วยเหลือ ระบุพบสามเณรวัดคฤหบดีสงฆ์ ตำบลท่าพุทรา อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร ถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง ทั้งถูกเตะ ตี และใช้บุหรี่จี้ จนมีบาดแผลฉกรรจ์ทั่วแผ่นหลัง ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง
ทว่าทางวัดกลับออกมาปฏิเสธและแก้ข่าวว่าเป็นเพียงเหตุทะเลาะวิวาทกันเองของสามเณรภายในวัดเท่านั้น ไม่ได้มีการทำร้ายร่างกายจากพระสงฆ์ตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด
ล่าสุดวันนี้ (17 มิ.ย.) เจ้าหน้าที่จากบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดกำแพงเพชรได้เข้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง เนื่องจากเป็นเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน โดยได้พบกับ "สามเณรโค้ก" (นามสมมติ) อายุ 14 ปี ซึ่งยังมีอาการตกใจและมีร่องรอยบาดแผลเด่นชัด
สามเณรโค้กยอมรับว่าตนไม่ได้ชกต่อยกับเพื่อนเณรตามที่วัดกล่าวอ้าง แต่บาดแผลทั้งหมดเกิดจากการถูกพระสงฆ์ลงโทษเกินกว่าเหตุด้วยการเตะที่คาง ใช้บุหรี่จี้ และใช้ไม้กวาดตีจนหลังลาย เนื่องจากตนกระทำความผิดด้วยการพาหญิงสาวเข้ามานั่งเล่นในกุฏิยามวิกาล พร้อมทั้งเผยว่าถูกพระข่มขู่บังคับให้โกหกเพื่อตัดตอนให้เรื่องจบลง
ภายหลังทราบความจริง เจ้าหน้าที่ได้พาสามเณรโค้กเข้าพบเจ้าคณะอำเภอคลองขลุงเพื่อรายงานข้อเท็จจริงอีกด้าน และขออนุญาตดำเนินการตามขั้นตอนการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ก่อนจะนำตัวสามเณรไปพบผู้ปกครองเพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.คลองขลุง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับคำร้องทุกข์พร้อมส่งตัวสามเณรไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล เพื่อใช้ผลแพทย์เป็นหลักฐานในการประกอบสำนวนคดีและเร่งติดตามตัวพระผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ด้าน นางหนา (นามสมมติ) ย่าของสามเณรโค้ก เปิดเผยทั้งน้ำตาหลังจากเห็นบาดแผลบนแผ่นหลังของหลานชาย ว่าอุตส่าห์นำหลานมาบวชเรียนแต่กลับต้องมาเจอเหตุการณ์รุนแรงแบบนี้ ตนยอมรับว่าหลานชายดื้อและกระทำความผิดจริง แต่การลงโทษด้วยวิธีป่าเถื่อนอย่างนี้ถือว่าเกินกว่าเหตุและยอมรับไม่ได้
นอกจากนี้ หลังจากเกิดเรื่องครอบครัวยังถูกข่มขู่ว่าจะเอาเรื่องหลานชายซ้ำอีก ตนจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะดำเนินคดีต่อพระรูปดังกล่าวให้ถึงที่สุด และยืนยันว่าควรมีวิธีตักเตือนหรือลงโทษที่ดีกว่าการทารุณกรรม
ขณะเดียวกัน ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนกำลังลงพื้นที่ สามเณรอีกรูปในวัดเดียวกันอาสามาเป็นพยาน พร้อมแสดงหลักฐานว่าพระในวัดมีพฤติกรรมลงโทษรุนแรงเกินกว่าเหตุจริง ทั้งยังมีหลักฐานการแชตและข้อความข่มขู่เยาวชนตลอดเวลาหลังจากเกิดเรื่อง
นอกจากนี้ยังได้ต่อสายโทรศัพท์ถึงอดีตสามเณรอีกรูปที่เคยโดนทำโทษจนต้องย้ายวัดหนี ซึ่งปลายสายได้ช่วยยืนยันอีกเสียงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การทะเลาะวิวาทกันเอง แต่เป็นความจริงที่เณรทุกรูปถูกบังคับให้พูดโกหกเพื่อปกป้องความผิดของพระสงฆ์ในวัด


