xs
xsm
sm
md
lg

ปลาหมอคางดำมาจากหลายแหล่งและหลายครั้ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปลาหมอคางดำมาจากหลายแหล่งและหลายครั้ง  

มีการตั้งคำถามถึงการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) ในแหล่งน้ำธรรมชาติของประเทศไทยว่าแท้ที่จริงแล้วมาจากแหล่งใดกันแน่? ในโลกวิทยาศาสตร์เครื่องมือที่ดีที่สุดในการแกะรอยและไขปริศนาหาต้นตอของการแพร่ระบาดย่อมหนีไม่พ้นการใช้เทคนิค  “ชีววิทยาโมเลกุล” ด้วยการถอดรหัสดีเอ็นเอ (DNA) โดยเอกสารวิชาการที่ศึกษาพิมพ์เขียวทางพันธุกรรมของปลาหมอคางดำในไทยจะพบงานวิจัยสำคัญ 3 ชิ้นจาก 2 สถาบันหลัก ซึ่งเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ที่ค่อย ๆ ต่อภาพให้ชัดเจนขึ้น  

จุดเริ่มต้นบทวิจัยชิ้นแรก (ปี 2563)

ย้อนกลับไปในปี 2563 กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง ได้ริเริ่มงานวิจัยเรื่อง “ความหลากหลายทางพันธุกรรมกับพันธุปฏิทรรศน์ของการระบาดปลาหมอสีคางดำในประเทศไทย”โดยสุ่มเก็บตัวอย่างปลา 119 ตัวจาก 5 จังหวัดระบาดหลักในขณะนั้น งานศึกษาชิ้นนี้เลือกใช้เครื่องหมายพันธุกรรมที่เรียกว่า Microsatellite DNA ซึ่งเป็นเทคนิคที่ตรวจวิเคราะห์ตำแหน่งความหลากหลายบนนิวเคลียสดีเอ็นเอ เหมาะกับการดูโครงสร้างประชากร ความหลากหลาย และความสัมพันธ์ของประชากร แต่ไม่ได้บอก “ต้นกำเนิดทางภูมิศาสตร์” 

ผลการศึกษา พบว่าปลาที่แพร่กระจายในแต่ละพื้นที่ไม่ได้เป็นประชากรเดียวกันทั้งหมด แต่สามารถแบ่งออกได้เป็น 2–3 กลุ่มย่อยที่มี “ความแตกต่างทางพันธุกรรมค่อนข้างสูง” นอกจากนี้ยังพบว่าปลาในแต่ละพื้นที่ มี“ความหลากหลายทางพันธุกรรมต่ำ” ซึ่งตามหลักชีววิทยาแล้ว ประชากรที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมต่ำอาจมีข้อจำกัดด้านการปรับตัว แต่สิ่งมีชีวิตต่างถิ่นบางชนิดยังสามารถรุกรานได้สำเร็จจากปัจจัยอื่น เช่น ความทนทานต่อสิ่งแวดล้อม การสืบพันธุ์เร็ว และการเคลื่อนย้ายโดยมนุษย์ เช่นเดียวกับปลาหมอคางดำที่กลับสามารถแพร่กระจายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว  

นักวิจัยจึงบันทึกคำว่า "พันธุปฏิทรรศน์ของการระบาด" (Genetic Paradox of Invasion) เอาไว้ในรายงาน เนื่องจากตามทฤษฎีแล้ว ประชากรกลุ่มย่อยแต่ละพื้นที่ที่ "ความหลากหลายทางพันธุกรรมต่ำ" และมีพันธุกรรมแบนราบเช่นนี้ ควรจะอ่อนแอและสูญพันธุ์ไปเองตามธรรมชาติแต่พวกมันกลับระบาดอย่างมากมาย นักวิจัยจึงได้ทิ้งท้ายงานวิจัยว่าผลที่ได้ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน 

ยกระดับวิธีวิจัย (ปี 2565)

ต่อมาในปี 2565 กรมประมงได้ขยายผลงานวิจัยฉบับที่สอง ในชื่อเรื่อง “การวิเคราะห์เส้นทางการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำในเขตพื้นที่ชายฝั่งของไทยจากโครงสร้างพันธุกรรมของประชากร” โดยปรับเปลี่ยนมาใช้เทคนิค Mitochondrial DNA (ตำแหน่ง D-loop) ซึ่งเปรียบเสมือนการตรวจดีเอ็นเอที่ส่งทอดจากแม่สู่ลูก ทำให้สืบประวัติศาสตร์ต้นตอทางภูมิศาสตร์ได้ดีขึ้น 

งานชิ้นนี้ทำการสุ่มตรวจประชากรปลาตัวแทนจำนวน 125 ตัวจากพื้นที่ชายฝั่ง และรายละเอียดในผลวิจัยพบว่าพันธุกรรมของปลาในแต่ละแหล่งมีความแตกต่างกัน 15 รูปแบบพันธุกรรม 

แม้งานวิจัยจะตรวจพบรูปแบบพันธุกรรม (haplotypes) แตกต่างกันถึง 15 รูปแบบ แต่เนื่องจากความแตกต่างระหว่าง haplotypesเหล่านี้อยู่ในระดับต่ำ ผู้วิจัยจึงตีความว่าประชากรปลาหมอคางดำในไทยอาจมีแหล่งกำเนิดร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยยังระบุว่าจำเป็นต้องมีข้อมูลอ้างอิงจากประชากรธรรมชาติในแอฟริกาเพิ่มเติม ก่อนจะสรุปเส้นทางการแพร่ระบาดได้ 


ขยายมิติสู่สากล (ปี 2569)

ปริศนาทางวิทยาศาสตร์มักต้องการการพิสูจน์ซ้ำด้วยขอบเขตที่กว้างขึ้น นำไปสู่รายงานวิจัยชิ้นล่าสุดของสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ อย่าง Aquaculture Reports ในชื่อหัวข้องานวิจัยว่า “Genetic diversity, population structure and multiple introductions of invasive blackchin tilapia Sarotherodon melanotheron in Thailand”


งานวิจัยของจุฬาฯ เลือกการวิเคราะห์เชิงลึก Mitochondrial DNA Control Region (CR) ซึ่งเป็นบริเวณที่มักมีความแปรผันสูงและนิยมใช้ศึกษาความแตกต่างของสายพันธุ์/ประชากร โดยคณะวิจัยได้ขยายขอบเขตกลุ่มตัวอย่าง เป็น 466 ตัวอย่าง จาก 20 พื้นที่ระบาดทั่วประเทศ คิดเป็นขนาดตัวอย่างที่มากกว่างานของรัฐเกือบ 4 เท่า


เมื่อกลุ่มตัวอย่างใหญ่ขึ้น ลึกขึ้น ผลวิจัยจึงพบว่าปลาหมอคางดำในไทยมีความแตกต่างทางพันธุกรรมแฝงอยู่ถึง 19 รูปแบบ (Haplotypes) และรหัสเหล่านั้นเชื่อมโยงกับประชากรปลาธรรมชาติในทวีปแอฟริกาหลายประเทศ (เช่น กานา โกตดิวัวร์โตโก เบนิน) ข้อมูลนี้สนับสนุนสมมติฐานว่าการระบาดอาจเกิดจากหลายเหตุการณ์การนำเข้า มากกว่าการหลุดรอดจากแหล่งเดียว


เหตุผลที่งานวิจัยของจุฬาฯ มีพลังในการทดสอบสมมติฐานเรื่องหลายแหล่งกำเนิดมากขึ้น เนื่องจากมีขนาดตัวอย่างมากกว่า ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า มีการเปรียบเทียบกับข้อมูลอ้างอิงจากประชากรแอฟริกา และมีระเบียบวิธีวิจัยที่ตอบโจทย์การพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามหลักสากล


ในทางระบาดวิทยา การสุ่มตรวจประชากรจำนวนน้อยในพื้นที่กว้างมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดความคลาดเคลื่อนจากการสุ่ม ทำให้ผลวิจัยเห็นเพียงสายพันธุ์หลักที่มีปริมาณมากที่สุดจนแปลความหมายไปว่าปลาทั้งหมดมาจากแหล่งเดียว แต่เมื่อจุฬาฯ เพิ่มปริมาณตัวอย่างเป็น 466 ตัว ความหนาแน่นของข้อมูลจึงช่วยเผยให้เห็นรายละเอียดสายพันธุ์ย่อย ๆ ที่ซ่อนอยู่


นอกจากนี้ การที่บทความวิจัยชิ้นนี้ผ่านกระบวนการ Peer Review หรือการตรวจสอบทานอย่างเข้มงวดจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกก่อนตีพิมพ์ในวารสารฐานข้อมูลสากล (Scopus Q1) ยิ่งเป็นเครื่องการันตีว่ากระบวนการวิจัยและการแปลผลนี้ปราศจากความลำเอียง


สุดท้ายแล้ว งานวิจัยทั้ง 3 ชิ้นต่างทำหน้าที่ของตนเองในแต่ละห้วงเวลา งานของกรมประมงปี 2563 และ 2565 คือผู้บุกเบิกและสร้างฐานข้อมูลสำคัญที่ชี้ทิศทางการระบาดเบื้องต้น แต่งานวิจัยของจุฬาฯคือผู้มาอุดรอยรั่วทางสถิติและขยายภาพให้เห็นความจริงในระดับมหภาคว่าที่มาของปลาหมอคางดำอาจมีความซับซ้อนและมีเส้นทางการเดินทางเข้ามาสู่ประเทศไทยมากกว่าที่เคยคิด