อุดรธานี - เจ้าของร้านนวดในเมืองอุดร “ดีดี บิวตี้แคร์ ศศิร์อร” เล่าย้อนความทรงจำมีโอกาสรับใช้พระองค์ภาเมื่อกว่า 10 ปีก่อนมากถึง 50 ครั้ง ทั้งที่เป็นร้านนวดเล็กๆ เผยพระจริยวัตรงดงามและไม่ถือพระองค์ ทุกวันนี้ยังเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างที่เคยใช้ถวายงานไว้เป็นที่ระลึก กราบพระฉายาลักษณ์ทุกเช้าก่อนเปิดร้านเพราะถือเป็นมงคลชีวิต
“ไม่คิดว่าช่างนวดธรรมดาคนหนึ่งจะได้รับโอกาสสูงสุดในชีวิต” คำบอกเล่าจาก “พี่น้อย” เจ้าของร้านนวดหน้าเล็กๆ ใน จ.อุดรธานี ผู้เคยมีโอกาสถวายงานนวดพระพักตร์แด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา หรือ “พระองค์ภา” ถึง 50 ครั้ง ก่อนเปิดแกลเลอรีความทรงจำภายในร้าน พร้อมหลั่งน้ำตาย้อนเล่าถึงพระเมตตาที่ไม่มีวันลืม และความรู้สึกสะเทือนใจเมื่อทราบข่าวการสิ้นพระชนม์
ร้าน “ดีดี บิวตี้แคร์ ศศิร์อร” ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี ยังคงเก็บรักษาภาพถ่าย พระรูป และอุปกรณ์ที่เคยใช้ถวายงานพระองค์ภาไว้อย่างสมบูรณ์ ราวกับเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมแห่งความทรงจำของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่เคยได้รับพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
นางศศิร์อร แดงเดช หรือพี่น้อย เจ้าของร้าน เล่าว่า ครั้งแรกที่ได้รับการติดต่อให้เข้าไปถวายงานนวดพระพักตร์นั้น รู้สึกทั้งตกใจ ตื่นเต้น และดีใจจนบอกไม่ถูก เพราะไม่เคยคิดว่าร้านเล็กๆ ในต่างจังหวัดจะได้รับโอกาสอันเป็นมงคลสูงสุดเช่นนี้
ก่อนวันรับเสด็จ ตนเตรียมตัวด้วยการทำความสะอาดบ้านและร้านอย่างดีที่สุด แต่สิ่งที่กังวลมากที่สุดกลับเป็นเรื่องการถวายความเคารพ โดยถึงขั้นต้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารช่วยสอนท่า “ถอนสายบัว” เนื่องจากไม่เคยทำมาก่อน แต่เมื่อถึงเวลาจริง กลับได้รับพระเมตตาเกินกว่าที่คาดคิด เมื่อพระองค์ท่านทรงแนะนำและทรงปฏิบัติให้ดูด้วยพระองค์เองอย่างเป็นกันเอง ทำให้คลายความประหม่าและซาบซึ้งในพระเมตตาอย่างยิ่ง
พี่น้อยเล่าต่อว่า ทุกครั้งที่เสด็จฯ มาทรงรับบริการ พระองค์ท่านมีพระอัธยาศัยเรียบง่าย ไม่ถือพระองค์ และตรัสพูดคุยกับตนเสมอ ทั้งเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ เรื่องครอบครัว รวมถึงที่มาของอาชีพช่างนวด ทำให้รู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย แม้จะอยู่ในช่วงเวลาของการถวายงาน....มีอยู่ครั้งหนึ่ง เปิดเพลงครึ่งหนึ่งของชีวิตขณะถวายงาน พระองค์ท่านก็ทรงร้องคลอตามเพลง ทำให้เราไม่เกร็ง เพราะตอนถวายงานใหม่ๆ ตื่นเต้นมาก มือไม้สั่นไปหมด พี่น้อยกล่าวด้วยรอยยิ้มปนความคิดถึง
อีกหนึ่งเรื่องที่ยังประทับใจไม่รู้ลืม คือพระจริยวัตรอันเรียบง่ายเกี่ยวกับการใช้บริการ โดยในครั้งแรกพี่น้อยตั้งใจจะไม่คิดค่าบริการ เพราะถือเป็นบุญสูงสุดในชีวิต แต่พระองค์ท่านและผู้ใหญ่ไม่ยินยอม เนื่องจากไม่ต้องการให้ประชาชนต้องรับภาระหรือเดือดร้อน ตนจึงขอรับเพียงค่าบริการจำนวนหนึ่งเพื่อความเป็นสิริมงคล และเก็บไว้เป็น “ขวัญถุง” มาจนถึงทุกวันนี้
ตลอดระยะเวลาที่ถวายงาน 50 ครั้ง สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือเรื่องความสะอาดของสถานที่และอุปกรณ์ทุกชิ้น ซึ่งต้องผ่านการฆ่าเชื้ออย่างละเอียดรอบคอบ
พี่น้อยบอกว่า แม้เวลาจะผ่านมานานกว่าทศวรรษ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ที่พระองค์ท่านไม่ได้เสด็จฯ มารับบริการแล้ว แต่อุปกรณ์ทุกชิ้นที่เคยใช้ถวายงาน ไม่ว่าจะเป็นเตียงนวดพระพักตร์ เก้าอี้ หรือผ้าห่ม ยังคงได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดีภายในร้าน เปรียบเสมือนตัวแทนแห่งความทรงจำและพระกรุณาธิคุณที่ยังคงอยู่ในหัวใจของเจ้าของร้านเสมอมา
ส่วนภาพถ่ายจำนวนมากที่ประดับอยู่ภายในร้านนั้น พี่น้อยยืนยันว่าตนไม่เคยบังอาจขอถ่ายภาพกับพระองค์ท่านแม้แต่ครั้งเดียว กระทั่งเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่พระองค์ท่านเสด็จฯ มารับบริการเป็นครั้งที่ 10 กว่าๆ ได้มีพระดำรัสผ่านผู้ใหญ่ให้บันทึกภาพเก็บไว้ เพราะเสด็จฯ มาที่ร้านแห่งนี้หลายครั้งแล้ว
จากวันนั้นเป็นต้นมา ร้านนวดเล็กๆ แห่งนี้จึงกลายเป็นเหมือนแกลเลอรีแห่งความทรงจำ ที่บอกเล่าเรื่องราวแห่งพระเมตตาผ่านภาพถ่ายและสิ่งของทุกชิ้นที่ยังคงได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี
เมื่อเอ่ยถึงวันที่ทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ พี่น้อยถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ “ช็อกมากค่ะ ไม่คิดเลยว่าจะมีวันนี้ เพราะในใจเรายังมีท่านอยู่ตลอดเวลา ทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกเหมือนท่านยังอยู่กับเรา”
พี่น้อยบอกว่า ทุกเช้าหลังเปิดร้าน สิ่งแรกที่ทำคือการเดินเข้าไปกราบพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่าน พร้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อช่างนวดธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งไม่เพียงเปลี่ยนชีวิต แต่ยังทำให้ร้านนวดเล็กๆ แห่งนี้เป็นที่รู้จักของผู้คนจำนวนมากมาจนถึงปัจจุบัน
....แม้วันเวลาจะผ่านไป แต่สำหรับ “พี่น้อย” ความทรงจำในวันที่เคยได้ถวายงานอย่างใกล้ชิด ยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน และจะยังคงอยู่ในหัวใจตราบนานเท่านาน


