ศูนย์ข่าวขอนแก่น-อีสานโพล คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ขอนแก่น เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในภาคอีสานในประเด็น “คนอีสานกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส และคนละครึ่งพลัส” พบว่ากว่าครึ่งตั้งใจเข้าร่วมโครงการและคาดหวังให้ภาครัฐเพิ่มสัดส่วนหนุนค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพครัวเรือนเพิ่ม และหากให้เลือกขอลดราคาน้ำมันและสินค้าให้ถูกลงจะดีกว่า
รศ.ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการอีสานโพล เปิดเผยว่า การสำรวจดังกล่าวดำเนินการระหว่างวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,072 คน ในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสาน โดยพบว่าประชาชนร้อยละ 42.3 ระบุว่าเข้าใจความแตกต่างระหว่างโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ “คนละครึ่งพลัส” สำหรับประชาชนทั่วไปอย่างชัดเจน ขณะที่ร้อยละ 38.6 พอเข้าใจ และมีเพียงส่วนน้อยที่ยังไม่เข้าใจหรือเกิดความสับสน
ผลสำรวจยังพบว่า ร้อยละ 53.7 ของกลุ่มตัวอย่างมีความตั้งใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ขณะที่ร้อยละ 25.1 เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และได้รับสิทธิภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส
ในด้านภาระค่าครองชีพ ประชาชนอีสานมากกว่าสองในสามระบุว่าได้รับผลกระทบในระดับมากถึงมากที่สุดจากราคาสินค้าและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังคงส่งผลต่อรายได้และกำลังซื้อของครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับมาตรการช่วยเหลือวงเงิน 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพได้ในระดับหนึ่ง โดยร้อยละ 45.4 เห็นว่าช่วยได้พอสมควร แต่ยังไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่สะท้อนจากผลสำรวจคือ ความต้องการให้รัฐบาลมีบทบาทมากขึ้นในการร่วมรับภาระค่าใช้จ่าย โดยร้อยละ 41.8 เห็นว่ารัฐควรช่วยออกค่าใช้จ่ายในโครงการคนละครึ่งพลัสในสัดส่วน 70% ขณะที่ร้อยละ 36.5 ต้องการให้รัฐสนับสนุนในระดับ 60%
ด้านผลต่อเศรษฐกิจชุมชน ประชาชนร้อยละ 43.3 เชื่อว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับพอสมควร แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญคือจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการยังไม่ครอบคลุมหรือไม่สะดวกต่อการใช้สิทธิ โดยประชาชนจำนวนมากต้องการให้รัฐบาลขยายระยะเวลาโครงการ เพิ่มวงเงินช่วยเหลือ และลดขั้นตอนการลงทะเบียน
น่าสนใจว่า เมื่อให้เลือกระหว่าง “การได้รับเงินช่วยเหลือจากโครงการ” กับ “การลดราคาสินค้าจำเป็นและน้ำมัน” กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 62.1 เลือกให้รัฐบาลดำเนินมาตรการลดราคาสินค้าและพลังงานมากกว่า สะท้อนว่าประชาชนมองการแก้ปัญหาต้นทุนการครองชีพโดยตรงเป็นทางออกที่ตอบโจทย์มากกว่าการอุดหนุนผ่านเงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน ความคิดเห็นต่อการกู้เงินประมาณ 200,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพยังแบ่งออกเป็นสองมุมมองใกล้เคียงกัน โดยมีผู้เห็นว่าค่อนข้างคุ้มค่าและคุ้มค่ามากรวมกันร้อยละ 46.2 ขณะที่ผู้มองว่าไม่คุ้มค่าหรือไม่ค่อยคุ้มค่ามีสัดส่วนรวมร้อยละ 47.4
ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะได้รับการตอบรับในระดับหนึ่ง แต่ประชาชนยังคาดหวังให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการแก้ปัญหาค่าครองชีพ โดยเฉพาะการควบคุมราคาสินค้าจำเป็นและพลังงานควบคู่ไปกับการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดผลต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อและเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน


