ศูนย์ข่าวขอนแก่น - โรงรับจำนำเทศบาลเมืองชุมแพสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในเมืองไทย ติดป้ายงดรับจำนำชั่วคราว เหตุเงินทุนหมุนเวียนไม่พอเพราะ ส.ท.เสียงข้างมากฝ่ายตรงข้ามขวางกู้เงิน 40 ล้านบาทเสริมสภาพคล่อง ด้าน กลุ่ม 15 ส.ท.โต้ไม่ได้เล่นเกมการเมือง แต่ขอตรวจสอบข้อมูลให้โปร่งใสก่อนกู้เพิ่ม เพราะมีรายละเอียดแค่ 4 หน้ากระดาษประกอบการขอเสียงโหวตยื่นกู้ ซ้ำพบภาระหนี้เดิมรวมกว่า 121 ล้านบาท แต่เงินทุนหมุนเวียนเหลือเพียง 8.8 ล้านบาท
จากกรณีมีการติดป้ายภายในสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองชุมแพ หรือโรงรับจำนำ ข้อความว่า “เนื่องจากเงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ สืบเนื่องจากการประชุมสภาครั้งล่าสุด ทางสถานธนานุบาลได้เสนอเรื่องขอกู้เงินเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามนโยบายของสถานธนานุบาล มีหลักในการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำในยามฉุกเฉิน โดยดำเนินงานเป็นกลไกเชิงสังคม ไม่มุ่งเน้นการแสวงหากำไรสูงสุด แต่สภาเทศบาลมีมติไม่เห็นชอบ ส.ท.(สมาชิกสภาเทศบาล) จึงขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้”
หลังสื่อในพื้นที่ได้โพสต์ภาพป้ายข้อความดังกล่าวและมีการแชร์อย่างกว้างขวาง มีการวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลอย่างดุเด็ด ต่างมองว่าเป็นการเล่นการเมือง ดิสเครดิตกันเองระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายค้านในสภาเทศบาลฯ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบความเดือดร้อนของชาวบ้าน เพราะในสภาแห่งนี้มีฝ่ายบริหารมี ส.ท.3 คน ขณะที่อีก 15 คนเป็น ส ท.ของคู่แข่งทางการเมืองอีกขั้ว และปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่ม ส.ท.15 คนในสภาได้กลายเป็นผู้ร้ายในสายตาประชาชนไปโดยปริยาย
อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวทางลบที่เกิดขึ้นกับเทศบาลเมืองชุมแพดังกล่าว ฝ่ายบริหารฯ ได้ชิงความได้เปรียบอีกก้าว โดยโพสต์โซเชียลนัดสื่อมวลชนและประชาชนรับฟังการชี้แจงแถลง เมื่อเวลา 10.30 น. วันนี้ (2 มิ.ย.) ที่ห้องประชุมเทศบาลเมืองชุมแพ ผู้แถลงข่าวประกอบด้วย นายเกรียงไกร วิริยะชา รองนายกเทศมนตรีเมืองชุมแพ นายอาทิตย์ ถนอมทุนชา รองนายกเทศมนตรีเมืองชุมแพ พร้อมด้วยรักษาการปลัดเทศบาลเมืองชุมแพ และผู้จัดการสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองชุมแพ
นายเกรียงไกร วิริยะชา รองนายกเทศมนตรีเมืองชุมแพ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนผู้ใช้บริการโรงรับจำนำนั้น ฝ่ายบริหารเทศบาลไม่ได้เพิกเฉยหรือนิ่งนอนใจ โดยนายเกรียงไกรได้ย้อนความว่าฝ่ายบริหารได้ขออนุมัติกู้ยืมเงินเบิกเกินบัญชี หรือ OD กับธนาคารพาณิชย์ สำหรับใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับโรงรับจำนำเทศบาล โดยเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาเทศบาลเมืองชุมแพ สมัยสามัญ สมัยที่ 4 ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ในวงเงิน 50 ล้านบาท ซึ่งในครั้งนั้นได้รับความเห็นชอบจากสภาเทศบาลแล้ว แต่คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการกู้เงินของจังหวัดขอนแก่น ไม่อนุมัติและได้เสนอแนะให้เทศบาลกู้ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมกิจการเทศบาล หรือ กสท.แทนเพราะดอกเบี้ยวต่ำกว่า ระยะเวลาส่งคืนเงินกู้ยาวนานกว่า อย่างไรก็ตาม การประชุมสภาเทศบาล วันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา สภาเทศบาลเมืองชุมแพมีมติไม่อนุมัติวงเงินกู้ 40 ล้านบาทเพื่อเสริมสภาพคล่อง ส่งผลให้โรงรับจำนำต้องปรับลดวงเงินรับจำนำทรัพย์ต่อรายให้น้อยลงเพราะมีเงินหมุนเวียนเหลือแค่ 8 ล้านกว่าบาท แต่ยืนยันว่าโรงรับจำนำยังคงเปิดทำการรับจำนำตามปกติ ไม่ได้ปิดให้บริการประชาชน
ต่อมาเวลา 13.00 น. วันเดียวกัน สมาชิกสภาเทศบาลเมืองชุมแพ ในกลุ่ม 15 ส.ท. ประกอบด้วย นายสำรวย อาจศรี นายวรวุฒิ รุ่งไมตรี และนางสาวเปรมฤดี ปานนาค ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในกรณีเดียวกัน โดย
ระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฝ่ายบริหารเทศบาลฯโยนความผิดให้กลุ่ม ส.ท. ทั้งที่ความเป็นจริงเป็นการทำงานตามบทบาทหน้าที่ สมาชิกสภาเทศบาลต้องพิจารณาให้รอบคอบ ว่าเรื่องใดควรผ่านหรือไม่ควรผ่าน และเรื่องใดควรต้องตรวจสอบหรือคัดค้าน โดยเฉพาะเรื่องการบริหารโรงรับจำนำเทศบาลเมืองชุมแพ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินทุนหมุนเวียนและภาระหนี้จำนวนมาก
ก่อนหน้านี้คณะผู้บริหารต้องการยื่นกู้เงินจากธนาคาร เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนในโรงรับจำนำ จำนวน 50 ล้านบาท ส.ท.จำนวน 15 คนคัดค้านและขอตรวจสอบรายละเอียดการบริหารจัดการภายในโรงรับจำนำให้ครบถ้วนก่อน เช่น รับจำนำเท่าใด ไถ่ถอนเท่าใด มีกำไรเท่าใด ในแต่ละวันและแต่ละเดือนใช้งบประมาณกี่ล้านบาท ซึ่งทุกคำถามที่ถามไปจำเป็นต้องมีการชี้แจงรายละเอียด แต่กลับไม่มีการชี้แจง ไม่มีเอกสารประกอบ มีแต่พูดปากเปล่า
สมาชิกสภาเทศบาลเมืองชุมแพเสียงข้างมากจึงมีมติไม่เห็นชอบญัตติดังกล่าว ขอยืนยันว่าไม่ใช่การขัดขวางการดำเนินงานของโรงรับจำนำ แต่เป็นการใช้ดุลพินิจตามหน้าที่ในการตรวจสอบ กลั่นกรอง และคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนและเทศบาลเมืองชุมแพ โดยมีเหตุผลสำคัญหลายประการ
ประการแรก ปัจจุบันโรงรับจำนำเทศบาลเมืองชุมแพมีภาระหนี้กับธนาคารออมสิน จำนวน 71,179,851.86 บาท และมีหนี้กับสำนักงานเงินทุนส่งเสริมกิจการเทศบาลอีกจำนวน 50,000,000 บาท รวมภาระหนี้ทั้งสิ้น 121,179,851.86 บาท ขณะที่เงินทุนหมุนเวียนคงเหลือมีเพียง 8,820,148.14 บาท สภาฯจึงเห็นว่าการกู้เพิ่มอีก 40,000,000 บาท เป็นเรื่องที่ต้องมีข้อมูลประกอบอย่างรอบคอบ ชัดเจน และตรวจสอบได้
ประการที่สอง ญัตติขอกู้เงินจำนวนสูงถึง 40,000,000 บาท กลับมีเอกสารประกอบเพียง 4 หน้ากระดาษ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการพิจารณาของสภา โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับฐานะการเงิน รายละเอียดทรัพย์จำนำ สภาพคล่อง รายรับ รายจ่าย กำไร ขาดทุน ความเสี่ยง และแผนการบริหารหนี้
ประการที่สาม สมาชิกสภาได้อภิปรายขอให้ฝ่ายบริหารและสถานธนานุบาลแสดงเอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สินและทรัพย์จำนำของโรงรับจำนำ แต่กลับไม่มีเอกสารสำคัญมาแสดงต่อสภาอย่างครบถ้วน ทำให้สภาไม่อาจตรวจสอบได้ว่าการกู้เงินเพิ่มเติมมีความจำเป็น เหมาะสม และคุ้มค่าต่อภาระหนี้ที่จะเกิดขึ้นหรือไม่
ประการที่สี่ ก่อนหน้านี้สภาเทศบาลเมืองชุมแพเคยให้ความเห็นชอบวงเงินกู้กับธนาคารกรุงไทยไปแล้ว จำนวน 50,000,000 บาท เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 แต่ต่อมาฝ่ายบริหารชี้แจงว่าทางจังหวัดแนะนำให้ดำเนินการกู้จากสำนักงานเงินทุนส่งเสริมกิจการเทศบาลแทน และต่อมาเจ้าหน้าที่เทศบาลกลับชี้แจงเพิ่มเติมว่าผู้ว่าราชการจังหวัดไม่อนุมัติเงินกู้ดังกล่าว โดยไม่มีเอกสารราชการมาแสดงประกอบต่อสภา ทำให้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ
ประการที่ห้า การที่สถานธนานุบาลไม่เปิดเผยรายละเอียดทรัพย์จำนำและข้อมูลทางการเงินที่จำเป็นต่อการพิจารณาของสภา ย่อมทำให้สภาไม่สามารถใช้อำนาจพิจารณาให้ความเห็นชอบได้โดยรอบคอบ เพราะการกู้เงินไม่ใช่เพียงการเพิ่มทุนหมุนเวียน แต่เป็นการเพิ่มภาระผูกพันทางการเงินของกิจการและของเทศบาลในภาพรวม
ประการที่หก ภายหลังการประชุม ปรากฏว่ามีการปิดประกาศ ณ สถานธนานุบาลเทศบาลเมืองชุมแพ ระบุว่าจากการที่สภาไม่เห็นชอบในการกู้เงิน จึงยังไม่สามารถรับจำนำได้เนื่องจากเงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ ข้อความดังกล่าวยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถานธนานุบาลอาจมีปัญหาด้านสภาพคล่องหรือการบริหารจัดการภายใน ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงเสนอขอกู้เงินเพิ่มเติมโดยไม่มีข้อมูลประกอบเพียงพอ
ประการที่เจ็ด แม้สภาจะให้ความเห็นชอบในการกู้เงิน ก็ไม่ได้หมายความว่าสำนักงานเงินทุนส่งเสริมกิจการเทศบาลจะอนุมัติเงินกู้ได้ทันที เพราะยังต้องนำเรื่องเสนอขอความเห็นชอบจากผู้ว่าราชการจังหวัดตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การชี้ให้ประชาชนเข้าใจว่าสภาเป็นเหตุให้สถานธนานุบาลไม่สามารถรับจำนำได้ จึงอาจไม่ครบถ้วนตามข้อเท็จจริงและขั้นตอนทางราชการ
ด้วยเหตุผลดังกล่าว สมาชิกสภาเทศบาลเมืองชุมแพเสียงข้างมากจึงเห็นว่าญัตติขอกู้เงินเพิ่มเติมจำนวน 40,000,000 บาท ยังมีข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่ชัดเจน และไม่เพียงพอต่อการพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยเฉพาะเมื่อสถานธนานุบาลมีภาระหนี้เดิมอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว
สมาชิกสภาเทศบาลเมืองชุมแพเสียงข้างมากยืนยันว่าการไม่เห็นชอบญัตติดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต รอบคอบ และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ มิใช่การขัดขวางการให้บริการประชาชน แต่เป็นการเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารเปิดเผยข้อมูล ชี้แจงข้อเท็จจริง และนำเสนอแผนการบริหารกิจการสถานธนานุบาลอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และรับผิดชอบต่อภาระหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นับจากนี้สมาชิกสภาเทศบาลเมืองชุมแพเสียงข้างมากจะใช้กลไกของสภาในการตรวจสอบการดำเนินกิจการของสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองชุมแพ ทั้งในด้านฐานะการเงิน ทรัพย์จำนำ เงินทุนหมุนเวียน ภาระหนี้ การบริหารความเสี่ยง และขั้นตอนการขอกู้เงิน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
กรณีปัญหาโรงรับจำนำขาดเงินทุนหมุนเวียนจนส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนครั้งนี้ จึงกลายเป็นประเด็นร้อนในเทศบาลเมืองชุมแพ ระหว่างฝ่ายบริหารที่ยืนยันว่าจำเป็นต้องหาเงินทุนหมุนเวียนเพื่อให้สถานธนานุบาลสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ต่อเนื่องในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ กับฝ่ายสมาชิกสภาเทศบาลเสียงข้างมากที่ยืนยันว่าไม่ได้ขัดขวางการให้บริการประชาชน แต่ต้องการให้มีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและแผนบริหารหนี้อย่างรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ก่อนอนุมัติการก่อภาระหนี้เพิ่มเติมอีก 40 ล้านบาท


