อุดรธานี - “มูลนิธิเอ็มเฟรนด์ อุดรธานี” ขานรับแนวคิดผลักดันร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ เผยยกระดับอาชีพผู้ให้บริการทางเพศได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย เชื่อลดปัญหารีดไถและอาชญากรรมได้ แต่ยังท้าทายเรื่องการยอมรับของสังคม
จากกรณีการผลักดันร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ พ.ศ. .... ซึ่งกำลังได้รับความสนใจและถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างนั้น ล่าสุดวันนี้ (2 มิ.ย.) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรรับร่างกฎหมายคุ้มครอง "ผู้ให้บริการทางเพศ" ดันอาชีพถูกกฎหมาย ซึ่งมูลนิธิเอ็มเฟรนด์ อุดรธานี (M-Friend) เป็นองค์กรที่มีบทบาทการทำงานเรื่องการป้องกันและการติดต่อโรคทางเพศ ทั้งสนับสนุนแนวคิดการผลักดันร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศมาอย่างต่อเนื่องง
นายชัชชพงศ์ ชาศรีโห รองประธานและผู้อำนวยการมูลนิธิเอ็มเฟรนด์ อุดรธานี (M-Friend) เปิดเผยว่า การผลักดันกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นเรื่องดีและเป็นความคืบหน้าสำคัญ หลังจากภาคประชาชนและเครือข่ายผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนพยายามผลักดันมาเป็นเวลานาน โดยผู้ให้บริการทางเพศไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง หรือผู้มีความหลากหลายทางเพศ ต่างประกอบอาชีพสุจริตและควรได้รับการคุ้มครองตามสิทธิขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกับอาชีพอื่น
หากกฎหมายมีผลบังคับใช้จะช่วยให้ผู้ประกอบอาชีพสามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงสวัสดิการจากภาครัฐได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ขณะเดียวกันยังนำอาชีพดังกล่าวเข้าสู่ระบบ ลดการทำงานแบบหลบซ่อน และลดความเสี่ยงจากการถูกเอารัดเอาเปรียบหรือรีดไถผลประโยชน์
“หากกฎหมายฉบับนี้ผ่านจะเป็นการดึงอาชีพนี้ขึ้นมาอยู่บนดินเหมือนหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว คนทำงานได้รับการคุ้มครอง ขณะที่สังคมก็ได้รับประโยชน์เช่นกัน การมีระบบกำกับดูแลที่ชัดเจนอาจช่วยลดปัญหาอาชญากรรมบางประเภท รวมถึงปัญหาการแสวงหาประโยชน์จากผู้ให้บริการทางเพศ และลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับการค้าบริการ” นายชัชชพงศ์กล่าว
ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวยังมีความท้าทายเรื่องการยอมรับของสังคมไทย เนื่องจากผู้ประกอบอาชีพบางส่วนอาจยังไม่พร้อมเปิดเผยตัวตน หรือแสดงสถานะการทำงานอย่างเปิดเผย เพราะกังวลต่อการถูกตีตราจากสังคมและภาพจำในอดีต
สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับการเปิดช่องให้เด็กและเยาวชนเข้าสู่อาชีพดังกล่าว หรือความเสี่ยงด้านโรคติดต่อ นายชัชชพงศ์เห็นว่าภาครัฐจำเป็นต้องกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำและระบบตรวจสอบตัวตนที่เข้มงวด ควบคู่กับการออกใบรับรองหรือระบบขึ้นทะเบียนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการแฝงตัวของผู้ที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ รวมถึงลดปัญหาการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ
ฝากถึงรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าต้องการเห็นการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้มีมาตรฐานสากล พร้อมเร่งอุดช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นในทางปฏิบัติ และยึดหลักการสำคัญคือการไม่ตีตราหรือเลือกปฏิบัติต่อบุคคลจากอาชีพที่ประกอบอยู่ ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงสิทธิและความปลอดภัยของทุกฝ่ายในสังคมควบคู่กันไป


