xs
xsm
sm
md
lg

“วราวุธ” ลุยมาบตาพุด รับฟังเสียงเอกชน ชู 5 ความท้าทายอุตสาหกรรมไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ระยอง- “วราวุธ” ลุยมาบตาพุด รับฟังเสียงเอกชน ชู 5 ความท้าทายอุตสาหกรรมไทย เดินหน้าสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียวอัจฉริยะของภูมิภาค ยกระดับเป็นต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมยุคใหม่

วันนี้ ( 30 พ.ค.), นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้นำคณะลงพื้นที่ จ.ระยอง เพื่อติดตามการดำเนินงานของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนในการขับเคลื่อนพื้นที่สู่ “Smart & Sustainable Industrial Complex” หรือศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียวอัจฉริยะ ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลก ต้นทุนพลังงาน และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น

โดย นายวราวุธ เผยว่า มาบตาพุด ถือเป็นหัวใจสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเป็นฐานการผลิตด้านปิโตรเคมี พลังงาน และอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ครอบคลุม 6 นิคมอุตสาหกรรม และ 1 ท่าเรืออุตสาหกรรม ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

 ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและยังมุ่งผลักดัน มาบตาพุด ให้เป็นต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ 


นอกจากนั้นยังได้เยี่ยมชมท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานของบริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) เพื่อศึกษาระบบบริหารจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จริง ซึ่งในการหารือครั้งนี้ มีผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่เข้าร่วม อาทิ BIG, BLCP, GPSC, IRPC, NFC, PTT Tank, PTTGC, PTTLNG, SCGC และ SPRC 

สะท้อน “5 ความท้าทายสำคัญ” ที่กำลังกดดันภาคอุตสาหกรรมไทย ได้แก่ การแข่งขันในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกที่รุนแรงขึ้นจากภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาดเอเชีย ส่งผลต่อผลประกอบการและการลงทุนใหม่ ภาคเอกชนจึงเสนอให้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ

ต้นทุนพลังงานและสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขัน 

และยังเสนอให้ส่งเสริมการเข้าถึงพลังงานสะอาด การใช้ระบบสาธารณูปโภคร่วม (Common Utilities) และสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับเป้าหมาย RE100 ลดแรงกดดันจากมาตรการสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอนของตลาดโลก 


โดยเฉพาะมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ที่ส่งผลต่อต้นทุนผู้ประกอบการไทย จึงมีข้อเสนอให้ภาครัฐร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว สนับสนุนพลังงานสะอาด และเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอนาคต เช่น ไฮโดรเจนและระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) และการปรับปรุงกระบวนการอนุญาตภาครัฐให้มีความรวดเร็วและลดความซ้ำซ้อน โดยผลักดันระบบดิจิทัล

สำหรับกระบวนการ EIA/EHIA การให้บริการแบบ One Stop Service และการจัดตั้ง Regulatory Sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ทดลองนวัตกรรมใหม่ทางอุตสาหกรรม

การพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Port) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่ง และยกระดับความปลอดภัย ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลด้วยระบบ Port Community System การขนส่งชายฝั่ง และการพัฒนาโครงข่ายท่อส่งส่วนกลาง

นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้รับทราบข้อเสนอทั้งหมดแล้ว และพร้อมผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศ


ขณะที่ นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย​ หรือ กนอ. เผยว่า กนอ. กำลังปรับบทบาทจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็นผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศอุตสาหกรรม (Industrial Infrastructure & Ecosystem Platform) 

โดยมุ่งดำเนินการผ่าน 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคร่วม การสร้างแพลตฟอร์มลดคาร์บอน การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือสู่ระบบอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี 5G, AI และ IoT

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของกระทรวงอุตสาหกรรมในการเร่งขับเคลื่อนมาบตาพุดจากฐานการผลิตอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียวอัจฉริยะของภูมิภาค รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและกติกาการค้าใหม่ที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้นในอนาคต.