xs
xsm
sm
md
lg

ปปท.เขต 7 ลงพื้นที่คลี่ปมอนุบาลนครปฐม ผอ.เปิดใจถูกย้ายทั้งที่เพิ่งทำงาน 8 เดือน แฉพบความผิดปกติการเงิน-วินัยร้ายแรง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นครปฐม - ปมขัดแย้งภายในโรงเรียนอนุบาลนครปฐมยังร้อนระอุ หลัง ปปท.เขต 7 ลงพื้นที่รับฟังข้อเท็จจริงและเก็บข้อมูลการร้องเรียน ขณะที่ ผอ.รร.เปิดใจ เข้ามาทำงานเพียง 8 เดือน แต่กลับเผชิญปัญหาสะสม ด้านเครือข่ายผู้ปกครองยืนยันต้นเหตุปัญหาอยู่ที่รองผู้อำนวยการทั้ง 2 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศการหารือเพื่อคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งภายในโรงเรียนอนุบาลนครปฐมเป็นไปอย่างตึงเครียด หลัง นางสาวชิยา ศิริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) เขต 7 พร้อมเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่รับฟังข้อมูลและตรวจสอบข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียน ท่ามกลางการจับตาของเครือข่ายผู้ปกครอง ครู ผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีขึ้นภายหลังเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอนุบาลนครปฐมได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครปฐม และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 เพื่อขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมและพิจารณาย้ายรองผู้อำนวยการโรงเรียน 2 ราย ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งในการบริหารงาน ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและการจัดหาอุปกรณ์การเรียนให้นักเรียน

ระหว่างการหารือ นายกานต์ วิไลลักษณ์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ปกครองและศิษย์เก่าโรงเรียน ยืนยันว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากผู้อำนวยการคนปัจจุบัน ซึ่งเพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้เพียง 8 เดือน แต่เป็นปัญหาสะสมจากอดีตที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานต้นสังกัดเร่งดำเนินการกับผู้ที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กนักเรียน

นายกานต์ กล่าวว่า หากมีการย้ายผู้อำนวยการออกจากตำแหน่งโดยที่ปัญหาเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้อย่างแท้จริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า รองผู้อำนวยการทั้ง 2 รายที่ถูกส่งไปช่วยราชการชั่วคราว จะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 2 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ผู้อำนวยการโรงเรียนถูกสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนวัดดอนขนาก

ด้าน ดร.วชิรวิทย์ นิติพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐม เปิดเผยต่อที่ประชุมว่า พร้อมให้ข้อมูลและเอกสารทุกอย่างแก่หน่วยงานตรวจสอบ โดยยืนยันว่าการดำเนินงานทุกขั้นตอนเป็นไปตามมติของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผ่านกระบวนการตามระเบียบราชการ

สำหรับกรณีการติดตั้งเครื่องสแกนใบหน้านักเรียน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นร้องเรียน ดร.วชิรวิทย์ ชี้แจงว่า เป็นเพียงการนำระบบมาทดสอบใช้งานโดยไม่มีการบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และยังไม่มีการตัดสินใจจัดซื้อแต่อย่างใด เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ส่วนปัญหาอุปกรณ์การเรียนที่นักเรียนยังได้รับไม่ครบ เช่น ดินสอ ชีทการเรียน และแก้วน้ำ ผู้อำนวยการโรงเรียนระบุว่า ได้มีการสั่งการจัดซื้อไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดภาคเรียน แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวตนถูกส่งไปช่วยราชการที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จึงไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมจึงไม่มีการดำเนินการให้แล้วเสร็จ ทั้งที่ผู้บริหารที่ทำหน้าที่แทนมีอำนาจลงนามอนุมัติได้

ดร.วชิรวิทย์ ยังกล่าวด้วยว่า ตลอดระยะเวลา 8 เดือนที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ต้องเผชิญกับการร้องเรียนอย่างต่อเนื่องจนแทบไม่สามารถเดินหน้าทำงานได้ ทั้งที่กำลังตรวจสอบข้อมูลความผิดปกติหลายประเด็นที่เกิดขึ้นก่อนเข้ารับตำแหน่ง

“ผมเข้ามาทำงานได้เพียง 8 เดือน ยังแทบไม่ได้เริ่มงานอย่างจริงจัง แต่กลับเจอปัญหาสะสมจำนวนมาก ทั้งเรื่องการเงินและวินัยร้ายแรงที่กำลังตรวจสอบอยู่ หากเปิดข้อมูลทั้งหมดออกมา อาจมีหลายคนได้รับผลกระทบ เพราะมีหลักฐานชัดเจนหลายเรื่อง แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือผมถูกร้องเรียนทุกเรื่อง ขณะที่เรื่องร้องเรียนที่ผมยื่นต่อหน่วยงานต่าง ๆ กลับไม่มีใครรับดำเนินการ” ดร.วชิรวิทย์ กล่าว

ผู้อำนวยการโรงเรียนยังตั้งคำถามถึงคำสั่งโยกย้ายที่มีผลวันที่ 2 มิถุนายนนี้ โดยระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดชี้แจงอย่างชัดเจนว่าตนกระทำผิดในเรื่องใด หรือมีเหตุผลใดที่ต้องถูกย้ายออกจากตำแหน่ง

“ผมอยากรู้ว่าผมผิดอะไร ถูกย้ายเพราะอะไร ไม่มีใครให้คำตอบ วันแรกที่มาทำงานก็เจอปัญหาหนี้ค้างจากการจัดซื้อจัดจ้างเดิมเกือบ 1 ล้านบาท เจอข้อมูลการเงินผิดปกติหลายเรื่อง พยายามตรวจสอบก็ถูกร้องเรียนกลับมาตลอด วันนี้ปัญหาทั้งหมดกลับมาตกอยู่ที่ผม” ดร.วชิรวิทย์ กล่าว

ด้าน นางสาวชิยา ศิริรักษ์ ผู้อำนวยการ ปปท.เขต 7 เปิดเผยว่า เพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 1 เดือน และเพิ่งรับทราบรายละเอียดปัญหาที่มีความซับซ้อนมากกว่าประเด็นร้องเรียนเบื้องต้น จึงขอให้ทุกฝ่ายรวบรวมข้อมูลและยื่นเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ โดยย้ำว่าการพิจารณาจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของนักเรียนเป็นสำคัญ

ขณะที่เครือข่ายผู้ปกครองยังคงตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และรวดเร็ว เพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน พร้อมป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาและสวัสดิภาพของนักเรียนในอนาคต

ทั้งนี้ แหล่งข่าวในพื้นที่ให้ข้อสังเกตว่า กรณีดังกล่าวอาจเป็นบทพิสูจน์สำคัญของกระบวนการตรวจสอบภาครัฐ ว่าจะสามารถสร้างความชัดเจนและความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางข้อสงสัยของสังคมที่ยังรอคำตอบเกี่ยวกับข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนอนุบาลนครปฐม