xs
xsm
sm
md
lg

หน่วยรบ สอ.รฝ. เทิดพระเกียรติ “องค์พระบิดาทหารเรือ” ครบรอบ 103 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวศรีราชา - หน่วยรบ สอ.รฝ. ประกอบพิธีวางพวงมาลา ถวายเครื่องสังเวยและพิธีทำบุญทางศาสนา พร้อมยิงสลุต 19 นัด เทิดพระเกียรติ “องค์พระบิดาทหารเรือ” ครบรอบ 103 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์

วันนี้ ( 19 พ.ค.) พล.ร.ต.เอตม์ ยุวนางกูร ผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (ผบ.สอ.รฝ.) พร้อมด้วย นางอริสรา ยุวนางกูร ประธานชมรมภริยา สอ.รฝ. เป็นประธานประกอบพิธีวางพวงมาลา ถวายเครื่องสังเวยและพิธีทำบุญทางศาสนา พร้อมยิงสลุต 19 นัด เทิดพระเกียรติ และถวายเป็นพระราชกุศลน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ดวงพระวิญญาณ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ (องค์พระบิดาทหารเรือไทย) หรือ เสด็จเตี่ย เนื่องในวันอาภากร ครบรอบ 103 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ ประจำปี 2569 ณ พระอนุสาวรีย์ ศาลพระตำหนักกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

 
พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ประสูติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2423 ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ เจ้าจอมมารดาโหมด ในปี 2439 เสด็จไปศึกษาวิชาการทหารเรือ ณ ประเทศอังกฤษ ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ทรงศึกษาอยู่นั้น ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ จนผลการศึกษาปรากฏอยู่ในขั้นดีเยี่ยม และมีพระจริยวัตรที่งดงามเป็นที่รักใคร่ของครู อาจารย์ เป็นที่ยอมรับนับถือของชาวอังกฤษที่ได้ศึกษาอยู่ในคราวเดียวกัน

 เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาเป็นนายทหารสัญญาบัตรในราชนาวีอังกฤษแล้ว ได้เสด็จกลับเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรือ ในปี 2443 รับพระราชทานยศเป็น “นายเรือโท ผู้บังคับการ” ในตำแหน่งนายธงผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ปี 2448 ทรงดำรงตำแหน่งเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ทรงปรับปรุงการศึกษาของโรงเรียนนายเรือให้เจริญก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้ทหารเรือไทยมีความรู้ ความชำนาญ สามารถเป็นครู และเป็นผู้บังคับบัญชาได้โดยไม่ต้องพึ่งพาชาวต่างประเทศ*


ในปีต่อมา ทรงมีพระดำริในการจัดตั้งโรงเรียนนายช่างกล เพื่อรับผิดชอบเครื่องจักรในเรือ และในโรงงานบนบก แทนชาวต่างประเทศที่จ้างไว้ในปี 2450 ทรงเป็นผู้บังคับการเรือหลวงมกุฎราชกุมาร นำนักเรียน นายเรือ และนักเรียนนายช่างกล ไปฝึกภาคต่างประเทศ ทรงนำเรือแวะที่สิงคโปร์ และเปลี่ยนสีเรือมกุฎราชกุมาร จากสีขาวเป็นสีหมอก ให้เหมือนกับเรือรบต่างประเทศ เพื่อให้กลมกลืนกับลักษณะของสีน้ำทะเล และภูมิประเทศ ซึ่งกองทัพเรือ ได้นำสีดังกล่าวมาใช้เป็นสีเรือทุกลำของกองทัพเรือตราบจนปัจจุบัน

นอกจากคุณูปการอเนกอนันต์แก่ กองทัพเรือแล้ว พระองค์ยังมีพระปรีชาสามารถในด้านการแพทย์แผนโบราณของไทย โดยในปี 2454 ขณะทรงออกจากราชการเป็นเวลา 6 ปีเศษ เพื่อทรงศึกษาตำราหมอยาไทยอย่างจริงจัง จนมีความรู้แตกฉาน ทรงเป็นหมอยาไทย รักษาประชาชนโดยทั่วไป ด้วยน้ำพระทัยโอบอ้อมอารี จนได้รับพระสมัญญานามว่า “หมอพร” ***ในปี 2460 ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เข้ารับราชการทหารเรืออีกครั้ง 

และในปี 2462 ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าหลวงพิเศษให้ดำเนินการจัดซื้อเรือหลวงพระร่วงจากประเทศอังกฤษ และทรงเป็นผู้บังคับการเรือ นำเรือหลวงพระร่วง เดินทางจากประเทศอังกฤษกลับมายังประเทศไทย นับเป็นครั้งแรกที่นายทหารเรือไทยเดินเรือได้ไกลข้ามทวีป ต่อมาในปี 2465 พระองค์ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานที่ดินพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.วัดชลบุรี เพื่อใช้เป็นที่ตั้งฐานทัพเรือ และหน่วยกำลังรบต่าง ๆ ของกองทัพเรือ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งมาจนถึงปัจจุบัน


 ต่อมา เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2466 พระองค์ได้กราบบังคมทูลออกจากราชการ เพื่อพักผ่อนรักษาพระองค์ เนื่องจากทรงมีสุขภาพไม่สมบูรณ์ และประชวรพระโรคภายในอยู่ด้วย โดยทรงต.ตำบลหาดทรายรีอ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร ในวันที่ 19 พ.ค.2466 สิริพระชนมายุ 43 พรรษา 

ด้วยพระกรณียกิจตลอดระยะเวลาที่ทรงรับราชการทหารเรือ ส่งผลให้กองทัพเรือมีความเจริญก้าวหน้า สามารถทำหน้าที่รั้วของชาติทางทะเลได้อย่างเข้มแข็งสืบต่อมา กองทัพเรือ จึงได้ประกาศขนานพระนามเป็น “องค์บิดาของทหารเรือไทย” และกำหนดให้วันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปี เป็น “วันอาภากร” วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ โดยกำหนดจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระกรุณาคุณของพระองค์เป็นประจำทุกปี