xs
xsm
sm
md
lg

เตือนวิกฤต! “ปลาหมอคางดำ” ลามสู่อ่าวไทย เสี่ยงกระทบความมั่นคงอาหารทะเลไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สมุทรสงคราม– เครือข่ายคนรักแม่กลองชี้ ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงครั้งใหญ่ หลังพบการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” จากแหล่งน้ำจืดสู่พื้นที่น้ำกร่อยและชายฝั่งอ่าวไทย จนชาวประมงพื้นบ้านเริ่มกังวลว่าอาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศทะเลไทยทั้งระบบเรียกร้องรัฐเร่งมาตรการกำจัดจริงจัง

นายปัญญา โตกทอง แกนนำเครือข่ายประชาคมคนรักแม่กลอง ชาวตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ขณะนี้ชาวบ้านหลายพื้นที่เริ่มพบปลาหมอคางดำกระจายตัวลงสู่พื้นที่ชายฝั่งและป่าชายเลนมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างมาก เพราะบริเวณดังกล่าวถือเป็น “ห้องอนุบาลธรรมชาติ” ของสัตว์น้ำทะเลไทย

“สัตว์น้ำทะเลส่วนใหญ่มีวงจรชีวิตละเอียดอ่อน พ่อแม่พันธุ์จะวางไข่ในทะเล ก่อนที่ลูกสัตว์น้ำจะลอยเข้าฝั่งมาเติบโตในป่าชายเลน น้ำกร่อย และแหล่งหญ้าทะเล หากปลาหมอคางดำเข้าไปยึดพื้นที่พวกนี้ มันจะกินลูกกุ้ง ลูกปู ลูกปลา จนห่วงโซ่อาหารเสียสมดุล”

นายปัญญา ระบุว่า ป่าชายเลนเปรียบเสมือน “มดลูกของท้องทะเล” เพราะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนจำนวนมหาศาล ก่อนเติบโตเป็นอาหารสำคัญของคนไทย แต่ปลาหมอคางดำกลับมีความสามารถในการขยายพันธุ์สูงผิดธรรมชาติ ออกลูกได้ทุก 22 วัน หรือเกือบ 20 ครั้งต่อปี ต่างจากสัตว์น้ำทะเลไทยที่มีฤดูวางไข่เพียงปีละครั้ง

นอกจากนี้ ปลาหมอคางดำยังสามารถทนความเค็มได้สูงถึง 45 PPT อยู่ได้ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเสีย และทะเลน้ำตื้น จึงมีโอกาสแพร่กระจายตามแนวชายฝั่งอ่าวไทยได้รวดเร็ว โดยเฉพาะอ่าวไทยตอนในที่เป็นทะเลน้ำตื้น มีแม่น้ำหลายสายไหลมาบรรจบ เกิดความอุดมสมบูรณ์ของแพลงก์ตอนและสัตว์น้ำวัยอ่อน ซึ่งกลับกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับปลาหมอคางดำเช่นกัน

นายปัญญา มองว่า หลายฝ่ายยังประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป บางคนเชื่อว่าปลาทะเลจะช่วยกำจัดปลาหมอคางดำเอง แต่ในความเป็นจริง ปลาชนิดนี้มักอาศัยในเขตน้ำตื้นและป่าชายเลน ซึ่งแทบไม่มีผู้ล่าตามธรรมชาติ อีกทั้งสภาพอ่าวไทยแตกต่างจากประเทศหมู่เกาะอย่างฟิลิปปินส์ที่เป็นทะเลน้ำลึก จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้“ถ้าปล่อยไว้อีก 10 ปี อ่าวไทยอาจเหลือปลาขยะเต็มทะเล แต่สัตว์น้ำเศรษฐกิจกลับลดลง คนไทยอาจสูญเสียความมั่นคงทางอาหารโดยไม่รู้ตัว”

นายปัญญา ยังตั้งคำถามถึงภาครัฐว่า แม้จะมีการจัดสัมมนาและประชุมกันหลายครั้ง แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่า ปลาหมอคางดำถูกนำเข้ามาได้อย่างไร และจะมีมาตรการจัดการอย่างจริงจังเมื่อใด สำหรับแนวคิดการนำปลาหมอคางดำไปแปรรูปเป็นสินค้า OTOP หรืออาหารนั้น นายปัญญาเห็นว่า ตลาดยังไม่รองรับ เนื่องจากประชาชนไม่นิยมบริโภค และปริมาณปลาที่เพิ่มขึ้นมีจำนวนมหาศาลเกินกว่าตลาดจะดูดซับได้

ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม เช่น ทำปลาป่น อาหารสัตว์ หรือปุ๋ยอินทรีย์ คล้ายกับการใช้งบประมาณกำจัดผักตบชวาในแต่ละปี วันนี้มันอาจเป็นแค่ปลาต่างถิ่น แต่ถ้ายังปล่อยไว้ วันหนึ่งปลาหมอคางดำอาจกลายเป็นเหมือนผักตบชวาที่กระจายเต็มทุกแหล่งน้ำของประเทศ และเมื่อถึงวันนั้น คนไทยอาจเหลือปลาขยะให้กินเพียงชนิดเดียว