ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - ตร.โคราชคุมตัวสอบเข้มตำรวจสันติบาล พร้อมแจ้ง 4 ข้อหา คดีกักขังทำร้ายทารุณแฟนสาวผู้ช่วยพยาบาลต่อเนื่อง 3 วัน 4 คืน พร้อมบังคับให้เสพยาและถ่ายคลิปอนาจารเผยแพร่โซเชียล เร่งค้นบ้านหาหลักฐานเพิ่ม
วันนี้ (14 พ.ค. 69) ที่ สภ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว จ.ส.ต.คณิติน โพธิน อายุ 30 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล กองกำกับการ 2 เข้าสอบปากคำ พร้อมพิมพ์ลายนิ้วมือและแจ้งข้อกล่าวหา 4 ข้อหา หลังตกเป็นผู้ต้องหาก่อเหตุกักขังทำร้ายร่างกายแฟนสาวผู้ช่วยพยาบาลต่อเนื่อง 3 วัน 4 คืน พร้อมบังคับให้เสพยาเสพติดและถ่ายคลิปอนาจารเผยแพร่ในโซเชียลฯ ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะเข้าร้องขอความช่วยเหลือต่อมูลนิธิปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี ซึ่งการสอบสวนครั้งนี้มี พ.ต.อ.คเชนทร์ เสตะปุตตะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ ช่วยราชการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และ พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการ สภ.เมืองนครราชสีมา ร่วมติดตามการสอบปากคำอย่างใกล้ชิด
ภายหลังสอบปากคำเสร็จ เจ้าหน้าที่ ได้นำตัวผู้ต้องหาไปตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ตำบลหนองบัวศาลา อำเภอเมืองนครราชสีมา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ตามประเด็นที่ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยระหว่างที่คุมตัว ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามว่าจะขอโทษอะไรผู้เสียหาย หรืออยากพูดอะไรกับผู้เสียหายหรือไม่ แต่ผู้ประกอบเหตุไม่ได้พูดจาอะไรกับผู้สื่อข่าว โดยมีสีหน้าค่อนข้างเคร่งเครียดระหว่างที่ถูกคุมตัว
พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ต้องหาได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว โดยพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำอย่างละเอียด พร้อมเก็บลายนิ้วมือและตรวจสอบพยานวัตถุต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดี เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งดำเนินคดี รวม 4 ข้อหา ได้แก่ ทำร้ายร่างกายผู้อื่น, หน่วงเหนี่ยวกักขัง, นำข้อมูลภาพลามกอนาจารเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และเสพสารเสพติด
จากการสอบสวนพบว่าผู้ต้องหามีอาการเครียด แต่ยังให้การบางส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนการตรวจค้นบ้านพัก เจ้าหน้าที่เชื่อว่าแม้เวลาจะผ่านมาหลายวันหลังเกิดเหตุ แต่พยานหลักฐานบางส่วนอาจยังคงหลงเหลืออยู่และสามารถตรวจเก็บได้
นอกจากนี้ ตำรวจยังอยู่ระหว่างรวบรวมภาพจากกล้องวงจรปิด ทั้งภายในบ้านพักของผู้ต้องหา และบ้านใกล้เคียง เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดีอย่างละเอียด ซึ่ง พ.ต.อ.ศิริชัยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยจะไม่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล แต่ทุกข้อกล่าวหาจะต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป


