xs
xsm
sm
md
lg

กงสุลใหญ่จีนขอนแก่นโต้โผจัดถกหาทางแก้ปัญหายากจนภาคอีสาน เชิญ3ผู้เชี่ยวชาญจากว่างซี่ถ่ายทอดประสบการณ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวขอนแก่น-สถานกงสุลใหญ่จีน ณ ขอนแก่นประกาศจัดประชุมส่งเสริมความร่วมมือด้านการบริหารจัดการความยากจนระหว่างจีนและไทย เลือกขอนแก่นและบุรีรัมย์เป็นสถานที่จัดงานครอบคลุม20จังหวัด ทั้งอีสานตอนบนและล่าง พร้อมเชิญ 3วิทยากรเชี่ยวชาญจากวิทยาลัยบริหารงานบุคคลไป่เซ่อ แห่งมณฑลกว่างซีบินลัดฟ้าร่วมเป็นวิทยากรถ่ายทอดประสบการณ์โครงการลดความเหลื่อมล้ำที่ประสบความสำเร็จ



เมื่อเวลา 14.30 น. วันนี้(13 พ.ค.)ที่โรงแรมเดอะ เฮอริเทจ แกรนด์ ขอนแก่น สถานกงสุลใหญ่สาธารณประชาชนจีน ณ จังหวัดขอนแก่น ได้จัดแถลงข่าวการจัดประชุมส่งเสริมความร่วมมือด้านการบริหารจัดการความยากจนระหว่างจีนและไทย โดยผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบด้วย นางหลิว หงเหมย กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ จังหวัดขอนแก่น นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น, นายศรีธรรม ราชแก้ว รองผู้ว่าราขการจังหวัดบุรีรัมย์, ผศ.ศิริศักดิ์ เหล่าจันขาม คณบดีวิทยาลัยปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น, นายภพพล เกษมสันต์ ณ อยุธยา ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น, นายจักรกฤษณ์ ศิริพานิชย์ ประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น

โดยการจัดประชุมในประเด็นส่งเสริมความร่วมมือด้านการบริหารจัดการความยากจนระหว่างจีนและไทยดังกล่าว กำหนดจัดขึ้นในวันพุธที่ 10 มิถุนายน 2569 ณ หอประชุมจังหวัดบุรีรัมย์ ศูนย์ราชการจังหวัดบุรีรัมย์และ วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมพีรสิทธิ์ คำนวณศิลป์ วิทยาลัยปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข) การจัดประชุมทั้ง 2 แห่งจะได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวทาง นวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมจากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคครอบคลุมทั้ง 20 จังหวัดของภาคอีสาน


นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นร่วมกับสถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ จังหวัดขอนแก่น จัดการประชุมครั้งนี้ขึ้นมีเป้าหมายสำคัญเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน สำหรับจังหวัดขอนแก่นได้ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจนผ่านกลไกศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน หรือ ศจพ. โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางใน 8 มิติสำคัญ อาทิ ด้านรายได้ การศึกษา สุขภาพ และที่อยู่อาศัย

โดยในช่วงปี พ.ศ. 2566–2568 สามารถช่วยเหลือครัวเรือนได้กว่า 21,696 ครัวเรือน ครอบคลุมปัญหากว่า 28,305 ปัญหา และเชื่อมั่นว่าองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญของจีน โดยเฉพาะเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงที่จะเดินทางมาร่วมเป็นวิทยากรในที่ประชุมวันที่ 12 มิถุนายนนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนในภาคอีสานในการนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

ทั้งด้านการพัฒนาอาชีพ การเพิ่มรายได้ การพัฒนาชุมชน และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่ขอนแก่นและภาคอีสานได้เป็นอย่างมาก โดยทางจังหวัดขอนแก่นพร้อมที่จะนำแนวคิด ประสบการณ์และแนวทางที่จะได้รับจากการประชุมครั้งนี้ไปต่อยอดและบูรณาการกับทุกภาคส่วนเพื่อช่วยเหลือประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้น


ด้านนางหลิว หงเหมย กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า การประชุมส่งเสริมความร่วมมือด้านการบริหารจัดการความยากจนระหว่างจีนและไทยในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน โดยประเทศจีนให้ความสำคัญกับการขจัดความยากจนและการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

สาธารณรัฐประชาชนจีนมีความยินดีที่จะแบ่งปันแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจน การลดความเหลื่อมล้ำที่ประสบความสำเร็จมาแลกเปลี่ยนในที่ประชุมทั้ง 2 จุดคือที่จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งด้านการพัฒนาอาชีพ การยกระดับรายได้ และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน โดยเชิญวิทยากรมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ทั้งหมด 3 ท่าน ประกอบด้วย นายหลิน ซู่เหิง ผู้เชี่ยวชาญพิเศษจากวิทยาลัยบริหารงานบุคคลไป่เซ่อแห่งมณฑลกว่างซี ประเทศจีน,ผู้บริหารวิทยาลัยบริหารงานบุคคลไปเซ่อมณฑลกวางซี่และเลขานุการพรรคประจำหมู่บ้าน จากสถาบันวิทยาลัยบริหารงานบุคคลไป่เซ่อแห่งมณฑลกวางซี่เช่นกัน




พร้อมกันนี้ นางหลิว หงเหมย กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ จังหวัดขอนแก่น ได้กล่าวชื่นชมจังหวัดขอนแก่นที่บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างจีนและไทยจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั้งสองประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป