เชียงใหม่ - ผู้ว่าฯ เชียงใหม่เผยสั่งการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วกรณี "หมิงเฉิน ซัน" หนุ่มชาวจีนรถคว่ำซุกอาวุธสงครามมีชื่อโผล่ทะเบียนบ้านเชียงดาว ระบุหากพบการกระทำผิดพร้อมดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้เกี่ยวข้องทุกรายไม่มียกเว้น ขณะเดียวกันย้ำทุกอำเภอเฝ้าระวังจับตาการเคลื่อนไหวผิดปกติการขอสัญชาติและทำบัตรต่างๆ ด้านผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ชี้มีการย้ายชื่อเข้าออกทะเบียนบ้านหลายครั้งผิดปกติ สงสัยอาจมีเจตนาไม่ดี
ความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบรายการทางทะเบียนของนายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี สัญชาติจีน ซึ่งถูกจับกุมในกรณีเกิดอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และตรวจพบอาวุธสงคราม วัตถุระเบิด และเครื่องกระสุนประเภทต่างๆ ในรถและบ้านพัก เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 69 รวมทั้งพบว่าถือบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) ที่มีการทำรายการทางทะเบียนอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะการพบว่ามีการย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านหลังหนึ่งในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และขอทำบัตรใหม่เป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2565 แล้วย้ายออกเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2566
วันนี้ (11 พ.ค. 69) นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า เบื้องต้นทันทีที่ทราบเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวได้สั่งการให้ที่ทำการปกครองจังหวัดเชียงใหม่ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีนี้อย่างเร่งด่วน ทั้งในส่วนของการสอบปากคำเจ้าบ้านหลังดังกล่าวถึงเหตุผลและความสัมพันธ์เกี่ยวกับชายชาวจีนคนดังกล่าวจึงยินยอมให้ย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้าน ซึ่งหากไม่สามารถชี้แจงได้หรือพบการกระทำผิด จะต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเบื้องต้นพบว่าบ้านหลังนี้มีการย้ายชื่อเข้าเพียงรายเดียวเท่านั้น พร้อมกันนี้ยังให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่หรือข้าราชการ รวมทั้งบุคคลอื่นๆ ที่อาจจะเกี่ยวข้องด้วย หากพบกระทำผิดต้องดำเนินการตามกฎหมายและลงโทษเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ระบุว่า นอกจากกรณีนี้แล้วยังได้สั่งการให้ตรวจสอบขยายผลว่ามีการกระทำในลักษณะเดียวกันนี้อีกหรือไม่ รวมทั้งกำชับให้ทุกอำเภอ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนให้สอดส่องจับตาเฝ้าระวังและรายงานข้อมูลเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนทำบัตรต่างๆ และขอสัญชาติอยู่อย่างสม่ำเสมอ หากพบความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติจะได้ตรวจสอบและดำเนินการได้ทันท่วงที ทั้งในส่วนของการกระทำผิดเกี่ยวกับการสวมสัญชาติไทยในพื้นที่อำเภอเวียงแหงและเชียงดาวช่วงก่อนหน้านี้จำนวน 7 ราย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องด้วยนั้น ได้มีการดำเนินคดีไปแล้ว
ด้านพลตำรวจโท กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยว่า ข้อมูลของทางตำรวจพบว่าชาวจีนรายนี้แต่งงานกับผู้หญิงคนไทยที่กรุงเทพฯ แล้วทำบัตรชมพูครั้งแรก ต่อมาได้ทำการย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และได้ย้ายออกไป นอกจากนี้ยังมีการย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกหลายครั้ง ซึ่งการย้ายชื่อเข้าออก ทะเบียนบ้านต่างๆ หลายครั้งถือว่ามีความผิดปกติและทำให้เชื่อได้ว่าอาจจะมีวัตถุประสงค์ที่ไม่ดี โดยในส่วนของการย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านที่อำเภอเชียงดาวนั้นมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีเจตนาสวมสิทธิเป็นบุคคลบนพื้นที่สูง แต่ไม่สบโอกาสจึงได้ย้ายออกไป อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงที่ชัดเจน


