xs
xsm
sm
md
lg

"บิ๊กต่าย" สั่งสอบ 5 ปมลึกคลังแสงหนุ่มจีน พบปืน 1 กระบอกเป็นของตำรวจสายไหม เรียกครูฝึกยิงปืน-ทหารเรือเค้นปมขาย M4 ให้กระบอกละ 2 แสน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าว​ศรี​ราชา​- ​ผบ.ตร.ชื่นชม ส.ต.ท.งานจราจร สภ.นาจอมเทียน ไหวพริบดีจนนำสู่การตรวจค้นคลังแสงขนาดย่อมในบ้านพักหนุ่มจีนที่ชลบุรี สั่งสอบลึก 5 ประเด็น ขยายผลจับตาชาวต่างชาติพฤติกรรมต้องสงสัยในหัวเมืองท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศ ขยายผลสอบเมียชาวไทย เผยปืนกึ่งออตโตเมติก 1 กระบอกเป็นของ ตร.สายไหม ขายต่อเป็นทอดๆ พร้อมคุมตัว “ครูฝึกยิงปืน-ทหารเรือ” ปมขายปืน M4 ให้ชาวจีน กระบอกละ 2 แสนบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการจับกุม นายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาชาวจีน ที่ขับรถยนต์เก๋งประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำในพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจค้นภายในรถอาวุธปืนพร้อมแม็กกาซีน จนนำสู่การคุมตัวไปค้นบ้านพักภายในซอยห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จนเจออาวุธปืนสงคราม ระเบิด C4 และวัตถุระเบิดชนิดทำลายล้างสูง รวมถึงวัตถุระเบิดแบบสังหารบุคคลและแบบขว้าง รวม 10 ลูก รวมทั้งวัตถุประกอบวัตถุระเบิดและน้ำมันอีกเป็นจำนวนมาก

โดยเชื่อได้ว่าน่าจะเตรียมก่อวินาศกรรม หลังพบเสื้อเกราะกันกระสุนสภาพถูกติดตั้งระเบิดซีโฟร์และยังมีระเบิดถูกติดตั้งระบบพร้อมใช้งานคล้ายกับระเบิดพลีซีพ

ที่สำคัญยังพบหลักฐานเด็ดเป็นคลิปวิดีโอในโทรศัพท์​มือถือ​ที่มีทั้งภาพการฝึกยิงอาวุธสงครามในค่ายองครักษ์พิทักษ์ฮุนเซน(BHQ) และการใช้งานพูดคุยกับแอปพลิเคชัน แชท GPT เพื่อสอบถามแนวทางการก่อเหตุวินาศกรรมในสถานที่สำคัญ รวมถึงอานุภาพการทำลายล้างของระเบิดซีโฟร์ ซึ่งล่าสุดตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาฝากขังเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า

ล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น.ที่ผ่านมา (9 พ.ค.)​ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้ร่วมกันลงพื้นที่ติดตามคดีที่ สภ.นาจอมเทียน พร้อมสั่งการให้เร่งขยายผลในทุกมิติ เนื่องจากเป็นคดีสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและสร้างความหวาดกลัวของประชาชน


ทั้งนี้ ผบ.ตร.ได้กล่าวชื่นชม ส.ต.ท.นิลพัฒน์ ทองย้อย ตำรวจจราจร สภ.นาจอมเทียน และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.หนองปรือ ที่ไหวพริบดีสังเกตเห็นแม็กกาซีนปืนภายในรถของผู้ต้องหาที่ประสบอุบัติเหตุ​จนนำสู่การขยายผลตรวจค้นบ้านพักใน ต.ห้วยใหญ่ และพบอาวุธปืนพร้อมระเบิดจำนวนมาก

พร้อมบอกว่าคดีดังกล่าว เริ่มต้นจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ของชายชาวจีน ซึ่งตำรวจจราจรสังเกตพฤติกรรมน่าสงสัยและประสานฝ่ายสืบสวน สภ.นาจอมเทียน เข้าตรวจสอบตามยุทธวิธี กระทั่งพบอาวุธปืนสั้น แม็กกาซีน กระสุนปืน รวมถึงแม็กกาซีนปืนยาวขนาด 5.56 ที่ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่ายังมีอาวุธสงครามซุกซ่อนเพิ่มเติม จึงนำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเช่าจนพบอาวุธจำนวนมาก

แต่ในเบื้องต้น ผู้ต้องหาอ้างว่ามีอาวุธไว้เพื่อเตรียมตัวฆ่าตัวตาย อีกทั้งยังเป็นผู้ชื่นชอบอาวุธปืน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อเนื่องจากลักษณะของอาวุธที่พบเข้าข่ายอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดร้ายแรง และยังตรวจสอบยังพบว่าผู้ต้องหาเดินทางเข้าออกประเทศไทยหลายครั้ง รวมถึงมีข้อมูลการเดินทางข้ามไปยังกัมพูชา

โดย ผบ.ตร.ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ซึ่งกำกับดูแลฝ่ายงานมั่นคงให้เข้ามากำกับดูแลคดีนี้อย่างใกล้ชิด ภายใต้ร่วมมือกับตำรวจภูธรภาค 2 ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และหน่วยงานด้านความมั่นคง รวมถึงจะส่งตำรวจกองปราบปรามเข้าร่วมคลี่คลายคดี


โดยเฉพาะ​การเร่งตรวจสอบใน 5 ประเด็นสำคัญคือ 1.ตรวจสอบประวัติตัวผู้ต้องหาประวัติ 2.การเดินทางเข้าออกประเทศ 3.อาชีพและผู้เกี่ยวข้อง 4.ที่มาของอาวุธว่าได้มาอย่างไร จากใคร วิธีการใด มี วัตถุประสงค์ใดในการครอบครอง หรือมีไว้เพื่ออะไรและจะนำไปทำอะไร

5.ตรวจสอบเส้นทางการติดต่อทางโทรศัพท์ บัญชีรวมถึงเส้นทางการเงิน รวมทั้งข้อมูลการติดต่อและความเชื่อมโยงในทุกมิติ อีกทั้งยังอยู่ระหว่างตรวจสอบภรรยาของผู้ต้องหา ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรือไม่ หากพบหลักฐานเชื่อมโยงจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อไป ภายใต้การอย่างเด็ดขาดตามกรอบของกฎหมาย

นอกจากนี้ยังให้บูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายสืบสวน หน่วยข่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจสันติบาล และกองปราบปราม เพื่อซักถามเชิงลึกและตรวจสอบแรงจูงใจที่แท้จริงของผู้ต้องหา และความเชื่อมโยงด้านความมั่นคงอย่างละเอียด

ผบ.ตร.ยังเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยวแต่มีพฤติกรรมต้องสงสัย รวมถึงผู้ที่ลักลอบประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย โดยกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ชลบุรี พัทยา เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี พังงา และอำเภอปาย

ส่วนแนวทางการทำคดี เจ้าหน้าที่จะดำเนินการจัดทำรายงานสืบสวนอย่างต่อเนื่อง แยกประเภทพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล วัตถุพยาน และเอกสารต่าง ๆ อย่างชัดเจน เพื่อส่งต่อเข้าสู่สำนวนสอบสวน พร้อมยืนยันว่าการให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนจะดำเนินการอย่างโปร่งใส แต่ข้อมูลบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขยายผลจำเป็นต้องปกปิดไว้เพื่อไม่ให้กระทบต่อรูปคดี


ขณะที่อาวุธปืนปืนพกสั้นแบบกึ่งออโตเมติกที่พบในตัวผู้ต้องหา ซึ่งจากการตรวจตรวจสอบพบว่า อาวุธปืนดังกล่าวเป็นของตำรวจประจำ สน.สายไหม ก่อนจะถูกนำไปขายต่อให้กับแวดวงตำรวจกันเอง และถูกขายเป็นทอดๆ จนมาตกอยู่ในมือผู้ต้องหาชาวจีนนั้น

ผบ.ตร.เผยว่าเรื่องนี้อยู่ในระหว่างการสอบสวนนายตำรวจรายดังกล่าว อย่างละเอียด พร้อมยอมรับว่าปัจจุบันตำรวจก็มีภาระ และเกิดการขัดสนจึงมีการนำอาวุธปืนไปขาย ซึ่งอาวุธปืนดังกล่าวซื้อมาถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ใช่ปืนสวัสดิการของตำรวจ แต่หากพบว่าตำรวจกระทำผิดเสียเองก็จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด

" แม้ขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงกับการก่อวินาศกรรม หรือการจารกรรมข้อมูล แต่จะมีการขยายผลอย่างเข้มข้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะนี้ซ้ำอีก ส่วนประเด็นที่ผู้ต้องหามีการถ่ายคลิปการฝึกใช้อาวุธกับบุคคลที่คล้ายชาวกัมพูชา ยืนยันว่าเรื่องนี้ตำรวจก็เห็นเช่นกัน แต่การสืบสวนยังไม่มีการเชื่อมโยงไปถึงจุดของการฝึกแล้วจะนำมาก่อเหตุวินาศกรรมในประเทศไทย หรือแม้กระทั่งในข้อมูลของสายลับ แต่อย่างไรก็ตามตำรวจ จะทำการสืบสวนขยายผลอย่างละเอียดอีกครั้ง"

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เบิกตัวผู้ต้องหาชาวจีนออกมาสอบปากคำเพิ่มเติม หลังพบหลักฐานสำคัญเชื่อมโยงคดีเพิ่ม และได้ยื่นคำร้องขออนุญาตศาลจังหวัดพัทยา เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายและขยายผลเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป


คุมตัว  “ครูฝึกยิงปืน-ทหารเรือ” ปมขายปืน M4 ให้ชาวจีน กระบอกละ 2 แสน

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวยังรายงานถึงความคืบหน้าการขยายผลเส้นทางการซื้อขายอาวุธปืน “เอ็มโฟร์” หรือ M4 หลังพบข้อมูลมีการขายให้กับชาวจีนในราคากระบอกละประมาณ 200,000 บาทว่า  เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัว นายคเชนทร์ เสียงล้ำ ครูฝึกยิงปืนสนามพัทยา และ พ.จ.อ.เมธี นารมย์ สังกัดกองทัพเรือ มาสอบปากคำเพิ่มเติม หลังพบมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดหาอาวุธดังกล่าวส่งต่อให้กับผู้ต้องหาชาวจีน 

โดยทราบว่าทาง นายคเชนทร์ เสียงล้ำ ครูฝึกยิงปืนสนามพัทยา ได้ติดต่อซื้อปืน c4 กับ พ.จ.อ.เมธี นารมย์ สังกัดกองทัพเรือ ในจำนวน 200,000 บาท

 
อย่างไรก็ตามตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร และความเชื่อมโยงของบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อขยายผลว่ามีเครือข่ายลักลอบค้าอาวุธสงครามในพื้นที่หรือไม่ พร้อมนำตัวทั้ง 2 มาสอบสวนปากคำที่ สภ.นาจอมเทียน