ศูนย์ข่าวศรีราชา - คุก 5ปีพี่เลี้ยงสลับตัวเด็ก ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาคดี“พรากผู้เยาว์” ยืนตามศาลชั้นต้น ล่าสุดคอตกเข้าเรือนจำพิเศษพัทยาเป็นที่เรียบร้อยหลังศาลฯ ไม่อนุญาตให้ประกันตัว ด้านแม่แท้ๆ เด็กหญิงถูกสลับตัว ยันไม่ขายลูกกินแต่ไม่พร้อมเลี้ยงดูจึงให้พี่เลี้ยงแสบนำไปอุปการะไม่คิดจะเกิดเหตุเช่นนี้ ส่วนคุณแม่ลูกหายวอนสื่อ-ตร.ช่วยตามกลับคืน
จากกรณีที่ น.ส.จอย ได้เข้าร้องเรียนต่อ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ให้ช่วยตามหาลูกสาวซึ่งถูกพี่เลี้ยงสลับตัวไปให้คนอื่น และนำลูกคนอื่นมาให้ตนเองเลี้ยงเป็นเวลานานถึง 3 ปี โดยพี่เลี้ยงอ้างว่าลูกสาวแท้ๆ ของตนเอง ได้ถูกส่งให้ 2 ผัวเมียชาวเมียนมา นำไปเลี้ยงดู เหตุเกิดเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา และได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง เพื่อให้ดำเนินคดีกับพี่เลี้ยงคือ น.ส.ส้ม พร้อมขอให้ พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก.สภ.บางละมุง เร่งติดตามหาลูกสาววัย 3 ขวบ ที่หายตัวไปเพราะเกรงว่าอาจเป็นเรื่องของการค้ามนุษย์
กระทั่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ( 8 พ.ค.)ทีมงานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พร้อม น.ส.จอย แม่เด็กวัย 3 ขวบที่ยังไม่ทราบชะตากรรมได้เดินทางไปยังศาลจังหวัดพัทยา เพื่อรับฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดี “พรากผู้เยาว์” ที่นางวิชุดา หรือ “ส้ม” สัจจะ อายุ 32 ปี ถูกดำเนินคดีในข้อหาสลับตัวเด็กตั้งแต่ยังเป็นทารก ซึ่งฝ่ายผู้เสียหายเดินทางมาศาลตั้งแต่ช่วงเช้า แต่ยังไม่พบตัวจำเลยเดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาแต่อย่างใดนั้น
ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 11.40 น.วันเดียวกัน นางวิชุดา หรือส้ม สัจจะ อายุ 32 ปี พร้อมทนายความและญาติ ได้เดินทางมายังศาลจังหวัดพัทยา เพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค2 ที่มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ตัดสินให้จำคุก น.ส.ส้ม 10 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพจึงลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 5 ปี ก่อนที่ทนายความได้ยื่นหลักทรัพย์ตามเดิม (25,000 บาท) เพื่อขอประกันตัวออกไปสู้คดี
และเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมามีรายงานว่า ศาลจังหวัดพัทยา ไม่อนุญาตให้ประกัน สุดท้ายจึงคอตกเข้าเรือนจำพิเศษพัทยาเป็นที่เรียบร้อย
ขณะที่ นายบี๊ พี่เขยของ น.ส.ส้ม เผยว่าตนเองเคยพบเห็น นส.จอย (ผู้เสียหาย)ที่เข้ามาอาศัยอยู่กับ น.ส.ส้ม ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ยังตั้งท้องและไม่เชื่อว่า น.ส.ส้ม จะขายลูกของ นส.จอย ได้ลงคอเพราะ น.ส.ส้ม มีนิสัยใจคอดี รักเด็ก และมีลูกของตัวเองถึง 4 คน และยังบอกอีกว่าหลังเกิดเหตุ น.ส.ส้ม ได้มาปรึกษาตนเองว่าทำเด็กหาย ซึ่งตนเองไม่รู้จะช่วยอย่างไร จึงปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย และยังเป็นคนพา น.ส.ส้ม มาศาลและพบตำรวจทุกครั้ง
“ หลังจากศาลชั้นต้น ตัดสินให้จำคุก น.ส.ส้ม ก็มีอาการถอดใจและยังฝากให้ช่วยดูแลหลานทั้ง 4 คน ซึ่งในวันนี้ก็ยังเชื่อว่า น.ส.ส้ม ไม่มีเจตนาที่จะทำเด็กหาย” พี่เขยของ น.ส.ส้ม กล่าว
ด้าน น.ส.จอย เผยกับผู้สื่อข่าวหลังได้รับทราบคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ภาค2 ว่ารู้สึกดีใจและพึงพอใจที่ศาลลงโทษจำคุก น.ส.ส้ม และในวันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้เจอกับคู่กรณีหลังเกิดเรื่อง ซึ่งก็ยังรู้สึกไม่พอใจ เพราะ น.ส.ส้ม ไม่พูดความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ ขอขอบคุณศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ คุณปวีณา ทีมงานมูลนิธิปวีณา รวมทั้งพี่ๆ สื่อมวลชนทุกท่าน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ช่วยเหลือในการดำเนินคดีกับคนผิด และอยากวิงวอนขอให้สื่อมวลชน ช่วยเป็นกระบอกเสียงในการตามหาลูกของหนูให้ได้ตัวกลับมาด้วย ” น.ส.จอย กล่าว
อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ ทางมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี จะได้ประสานงานกับ สภ.บางละมุง ในการเดินหน้าตามหาเด็กหญิงที่สูญหาย ให้กลับสู่อ้อมอกแม่ให้ได้ต่อไป
แม่จริงโผล่ยืนยันไม่ได้ขายลูกกิน ให้ น.ส.ส้ม นำไปเลี้ยงดูเพราะตั้งท้องในภาวะไม่พร้อมไม่คิดจะเกิดเรื่อง
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา นางปวีณา หงษ์สกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงษ์สกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้เดินทางมายัง สภ.บางละมุง พร้อมด้วย น.ส.จอย (ผู้เสียหาย) และ น.ส.เมย์ (แม่แท้ๆของ ด.ญ.ที่ น.ส.จอยเลี้ยงดู) ซึ่ง น.ส.เมย์ ยืนยันว่าตนเองตั้งท้องลูกสาวในภาวะที่ยังไม่พร้อมเลี้ยงดู จึงได้โพสต์เฟซบุ๊กเพื่อหาผู้อุปการะ กระทั่ง น.ส.ส้ม (ผู้ต้องหา) ได้ทักมาเข้ามาและอ้างว่าน้องสาวมีแฟนเป็นทอมและต้องการจะมีลูกตนเองจึงตกลงให้นำลูกไปเลี้ยงดู แต่มีข้อแม้ว่าตนเองจะต้องสามารถติดต่อและรับรู้ความเป็นอยู่ของลูกได้
พร้อมยืนยันว่า ตนเองไม่ได้ขายลูกกินและรับเพียงสินน้ำใจจาก น.ส.ส้ม ประมาณ 5,500-6,500 บาทเพื่อนำไปใช้หนี้นอกระบบเท่านั้น จากนั้นจึงทราบว่าน.ส.ส้ม นำลูกของตนเองไปเลี้ยที่ชลบุรี ซึ่งในช่วงแรกยังพอติดต่อขอดูรูปลูกได้ แต่ในช่วงหลังกลับติดต่อไม่ได้จนต้องค้นหารูปลูกทางเฟซบุ๊ก กระทั่งพบลูกเด็กซึ่งมั่นใจเป็นลูกของตัวเอง
“ ส่วนที่ทักไปหา น.ส.จอย เพราะเข้าใจว่าเป็นน้องสาวของ น.ส.ส้ม ที่เคยอ้างว่ากำลังจะกลับจากต่างประเทศและอยากมีลูก กระทั่งความแตกจึงรู้ว่า น.ส.ส้ม นำลูกของตนเองไปให้คนอื่นเลี้ยง และในวันนี้ไดทำข้อตกลงกับ น.ส.จอยแล้วว่าจะช่วยกันเลี้ยงลูกจนกว่าเด็กจะสามารถปรับตัวเข้ากับแม่ที่แท้จริงได้ ซึ่งการดูเด็กจะอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ พม. ในพื้นที่ที่เด็กอาศัย” น.ส.เมย์ กล่าว


