xs
xsm
sm
md
lg

ชี้น้ำสาย 69 สุดอ่อนไหว สภาพแวดล้อม-คนเปลี่ยน! เสี่ยงท่วมใหญ่หลังพม่าไม่ขุดลอกแต่ดันสร้างพนังสูงกว่าฝั่งไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เชียงราย - นักวิชาการ-นอภ.แม่สาย ชี้ชัด..น้ำสายปี 69 สุดอ่อนไหว..ทั้งตัวบุคคลผู้รับผิดชอบ-สภาพแวดล้อมทางกายภาพเปลี่ยน ถ้ามีฝนเกิน 40 มิลลิเมตรมีสิทธิ์ท่วมได้ หลังเมียนมาเมินขุดลอก แต่ดันสร้างพนังกั้นริมฝั่งสูงกว่าไทย จนกระแสน้ำไหลเร็ว แถมบริเวณใต้สะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 นับวันยิ่งตื้น ถ้าน้ำเหนือมาเกิน 300 ม.รทก.เสี่ยงทะลักท่วมเมืองซ้ำ


วันนี้ (7 พ.ค.) นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย และนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัด นำส่วนราชการ นักวิชาการ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ เข้าร่วมประชุมติดตามสถานการณ์สาธารณภัยฯ จ.เชียงราย ครั้งที่ 8/2569 เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าอาจมีฝนตกในพื้นที่ระหว่างวันที่ 7-10 พ.ค.นี้ และจะเข้าสู่ฤดูฝนในเดือน พ.ค.นี้ ทำให้ต้องเตรียมรองรับสถานการณ์โดยเฉพาะแม่น้ำสายชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สาย ที่เคยท่วมใหญ่เมื่อปี 2567

ตัวแทนหน่วยงานความมั่นคงแจ้งว่าปัจจุบันทั้งฝั่ง อ.แม่สาย และ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา มีการสร้างพนังกั้นน้ำริมฝั่งอย่างต่อเนื่อง ฝั่งไทยกรมการทหารช่างสร้างพนังชั่วคราวและกึ่งถาวร แล้วเสร็จเมื่อปี 2568 แต่เกิดความเสียหายหลายจุด ขณะที่กองทัพภาคที่ 3 ได้ขุดลอกแม่น้ำรวกที่ไหลต่อจากแม่น้ำสายเสร็จแล้ว 14 กิโลเมตร และกรมการทหารช่างขุดลอกช่วงท้ายแล้วเสร็จอีก 18 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตามทางฝั่งประเทศเมียนมาที่ตกลงจะขุดแม่น้ำสายระยะทาง 12.8 กิโลเมตร ยังไม่ได้ดำเนินการขุดลอกตามข้อตกลงแต่กลับเน้นไปที่การสร้างพนังที่มีความสูงประมาณ 3-4 เมตร ซึ่งสูงกว่าฝั่งไทยกว่า 1 เมตร ทำให้แม่น้ำสายตื้นเขินและหากเกิดน้ำหลากก็จะไหลแรงจนอาจทะลักเข้าท่วมได้ เบื้องต้นฝ่ายทหารจะได้ประสานเมียนมาเร่งรัดการขุดลอก

ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย กล่าวว่าตอนนี้ทางจังหวัดได้มีการวางแผนรองรับสถานการณ์ในแต่ละขั้นเอาไว้เป็นอย่างดี ทั้งระยะสั้น การทำพนังมูลค่า 39 ล้านบาท ส่วนการซ่อมแซมพนังคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ค.2569 นี้แน่นอน ซึ่งตนสั่งการให้ระดมกำลังทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ เริ่มปฏิบัติทันทีในวันที่ 8 พ.ค.นี้เป็นต้นไป


ด้าน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นักวิชาการที่ปรึกษา จ.เชียงราย กล่าวว่าสภาพแม่น้ำสายในปี 2569 มีความอ่อนไหวมากกว่าอดีต เพราะมีการเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบหมดแล้ว สภาพแวดล้อมทั้ง 2 ฝั่งประเทศก็เปลี่ยนไป หากมีฝนตกลงมาแม้เพียงแค่ 40 มิลลิเมตร ก็อาจเกิดน้ำท่วมได้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในฝั่งประเทศเมียนมา

“เดิมหากฝนตกลงมาที่สถานีน้ำบ้านโจตาดา จ.ท่าขี้เหล็ก น้ำจะไหลมาถึง อ.แม่สาย ภายใน 4 ชั่วโมง แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว เพราะน้ำจะไหลมาถึงเร็วกว่านั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมให้มากขึ้น”

รศ.ดร.ชูโชค อายุพงศ์ นักวิชาการเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธาและภัยพิบัติทางธรรมชาติ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ (CENDiM) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าฝั่งประเทศเมียนมามีการทำพนังสูงมาก ส่วนฝั่งไทยก็สร้างขนานกันไปแต่สามารถรองรับน้ำได้เพียงระดับกลางเท่านั้น

“สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 ก็จะรองรับน้ำให้ไหลลอดใต้ได้น้อยลงกว่าเดิม หากน้ำมีมากเกิน 300 ม.รทก.ก็จะกระแทกแรง รวมทั้งจะมีเศษซากต่างๆ ที่จะไหลมาด้วยจนทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมด้านข้างได้ หน่วยงานต่างๆ จึงควรแจ้งประชาชนว่ามาตรการ ณ ตอนนี้รองรับน้ำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น และจะต้องมีการเตือนภัยให้เร็วขึ้นอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงหลังมวลน้ำที่สถานีน้ำที่บ้านโจตาดามีมากเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ จนกว่ากรมโยธาธิการและผังเมืองจะสร้างพนังถาวรแล้วเสร็จ ทั้งนี้ก่อนหน้านั้นจะเกิดภาวะน้ำลอดเพราะพนังที่สร้างกันดังกล่าวไม่ได้สร้างเพื่อป้องกันน้ำลอดด้วย


ด้านนายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย กล่าวว่าตอนน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2567 มีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 200 มิลลิเมตร ปี 2568 วันที่ 28 ก.ค.มีฝนตกที่สถานีน้ำที่บ้านโจตาดา 95 มิลลิเมตรและสะสม 105 มิลลิเมตร ทำให้แม่น้ำสายไหลทะลุแนวบิ๊กแบ็กชั่วคราวถึง 10 จุด ทำให้น้ำไหลเข้าพื้นที่ตอนใน

ต่อมากรมการทหารช่างสร้างพนังกั้นน้ำกึ่งถาวรและชั่วคราวแล้วเสร็จในเดือน ส.ค.2568 ก็พบว่าเมื่อมีฝนตกระดับ 70 มิลลิเมตรในวันที่ 1 ต.ค.2568 น้ำก็ไม่ล้นเข้ามาอีก แต่ก็ได้เตรียมความพร้อมระบบแจ้งเตือน และแผนอพยพ กรณีระดับน้ำที่สถานีน้ำที่บ้านโจตาดาเกิน 50 มล.ก็จะเริ่มเตรียมตัวและจะปรับเวลาให้เร็วกว่า 4 ชั่วโมงตามที่นักวิชาการได้แจ้งเตือน และหากยังมีน้ำท่วมก็เตรียมการอพยพเข้าศูนย์พักพิงชั่วคราวทั้งวัด หอประชุมอำเภอ ลานจอดรถ ฯลฯ

อย่างไรก็ตามสิ่งที่กังวลคือสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 ซึ่งมีช่องว่างระหว่างใต้สะพานเหลือเพียงแค่ประมาณ 1-1.50 เมตร เพราะฝั่งเมียนมายังไม่ขุดลอก เมื่อมีพนังทั้ง 2 ฝั่งและมีน้ำไหลมาก็จะทำให้มวลน้ำพุ่งตรงเข้าสะพาน หากน้ำไหลมาในระดับเพียงแค่ 200 ม.รทก.ก็คงรองรับไม่ไหวเพราะจะมีเศษวัชพืช ท่อนไม้ ฯลฯ ติดมาด้วย

ด้านผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย และรองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ได้สรุปและสั่งการให้ทุกฝ่ายได้ระดมกำลังและเครื่องจักรลงพื้นที่ อ.แม่สาย ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.2569 โดยเฉพาะรถแบคโฮจากสำนักงานป้องกันและเทาสาธารณภัย (ปภ.) เขต 15 ต้องพร้อมประจำการบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำสายเพื่อตักเศษวัชพืช ท่อนไม้ ฯลฯ หากเกิดน้ำหลาก ก็มีการเตรียมกำลังพลจากมณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช และกรมการทหารช่าง ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งเร่งตรวจแนวพนังเดิมที่เป็นจุดอ่อนและเปราะบางเพื่อซ่อมแซม โดยมีศูนย์บัญชาการอยู่ที่ สนง.ปภ.15 มีการวางแผนฝึกช่วยเหลือทางอากาศโดยใช้ ฮ.มีการฝึกปฏิบัติการทางน้ำ ฯลฯ