กาญจนบุรี- สำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 2 (สุพรรณบุรี) เร่งเดินหน้าโครงการพัฒนาน้ำบาดาลช่วยเกษตรกร อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ควบคู่สำรวจธรณีฟิสิกส์พื้นที่ ตำบลบ้านเก่า พบศักยภาพแหล่งน้ำพุร้อนเดิม เตรียมพิจารณาเจาะต่อหากพบน้ำร้อนในชั้นตื้น
วันนี้ (2 พ.ค.) นายทนงศักดิ์ ล้อชูสกุล ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 2 (สุพรรณบุรี) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรในพื้นที่ ตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก
โดยคณะเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจรับงานก่อสร้างระบบกระจายน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร โครงการแปลงใหญ่ พื้นที่ 500 ไร่ ประจำปีงบประมาณ 2569 พร้อมให้คำแนะนำการใช้งานและการบำรุงรักษาระบบแก่เกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการดังกล่าวประกอบด้วย บ่อน้ำบาดาลจำนวน 6 บ่อ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบจุ่มใต้น้ำขนาด 3 แรงม้า ระบบพลังงานแสงอาทิตย์รวมไม่น้อยกว่า 4,800 วัตต์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง และหอถังเก็บน้ำขนาด 130 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 2 ถัง คาดว่าจะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ไม่น้อยกว่า 15 ราย และเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำในภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2569 สำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 2 (สุพรรณบุรี) ได้ดำเนินโครงการลักษณะเดียวกันในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี 2 แห่ง และจังหวัดสิงห์บุรี 1 แห่ง รวม 3 แห่ง
นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชนในพื้นที่บ้านพุน้ำร้อน หมู่ 12 ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในช่วงภัยพิบัติ โดยคาดว่าจะสามารถผลิตน้ำได้ไม่น้อยกว่า 175,200 ลูกบาศก์เมตรต่อปี รองรับการใช้งานของประชาชนกว่า 200 ครัวเรือน
ขณะเดียวกัน ได้ดำเนินโครงการสำรวจธรณีฟิสิกส์เพื่อค้นหาแหล่งน้ำพุร้อนในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเดิมเคยมีน้ำพุร้อนแต่ถูกกลบไปแล้ว จากการสำรวจจำนวน 28 จุด พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่รองรับด้วยชั้นหินแกรนิต และมีศักยภาพในการกักเก็บน้ำบาดาลตามรอยแตกของหิน
ผลการสำรวจได้เสนอจุดเจาะบ่อบาดาลบริเวณใกล้จุดน้ำพุร้อนเดิม (จุด AQS-16) คาดว่าจะพบชั้นน้ำบาดาลที่ความลึก 20–30 เมตร และ 140–160 เมตร โดยแนะนำให้เจาะลึกประมาณ 170 เมตร อย่างไรก็ตาม หากพบแหล่งน้ำพุร้อนในระดับตื้น จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะดำเนินการเจาะต่อหรือไม่ เพื่อป้องกันการผสมกันของน้ำร้อนกับน้ำบาดาลชั้นลึก ซึ่งอาจทำให้อุณหภูมิน้ำลดลงจนสูญเสียคุณสมบัติของน้ำพุร้อน
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งด้านการเกษตรและการอุปโภคบริโภค ควบคู่กับการสำรวจศักยภาพทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อย่างรอบด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว


