ศูนย์ข่าวศรีราชา – จับตา “เลือกตั้งนายกเมืองพัทยา 2569” นักวิชาการระบุนักการเมืองท้องถิ่น ต้องมีนโยบาย วิสัยทัศน์ และอำนาจเต็มจึงจะแก้ปัญหาหมักหมมได้เต็มที่ หวังได้ยกระดับการเป็น “เมืองพิเศษ”ที่แท้จริง
วันนี้ ( 1 พ.ค.) รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งเมืองพัทยา ซึ่งคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันและนายกเมืองพัทยากำลังหมดวาระในวันที่ 21 พ.ค.2569 นี้ว่าย่อมมีความร้อนแรง ไม่ต่างจากการเลือกตั้งในครั้งก่อนๆ อย่างแน่นอนเนื่องจากปัญหาหลายด้านยังรอการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้แม้ เมืองพัทยา ในสายตาของประชาชนทั่วไปจะเป็นเพียงเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวของไทย และแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในระดับโลก แต่ในแง่ของกระบวนการพัฒนาเมืองพัทยา ที่ต้องแบกรับทั้งในมิติเรื่องการท่องเที่ยวที่มีความซับซ้อน และการเป็นเมืองปกครองพิเศษ เช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร ซึ่งในประเทศไทยมีเพียง 2 แห่งย่อมถือได้มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะตัวผู้บริหาร ที่มาจากการเลือกตั้ง
เพราะ เมืองพัทยา แม้จะมีอำนาจเหมือนกับเทศบาลนคร แต่กลับมีความซับซ้อนด้านการบริหารงานมากกว่าเทศบาลทั่ว ๆ ไปที่มีแค่ประชากรและงบประมาณที่เพียงพอต่อการบริหารจัดการขอบเขตพื้นที่ แต่ เมืองพัทยา มีความซับซ้อนในเชิงโครงสร้าง
โดยเฉพาะด้านการเป็นท่องเที่ยวที่คนทั้งโลกต้องการมาเยือน และเมืองอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีความเป็นท้องถิ่น ความผูกพันและความเกื้อกูลกันของคนในพื้นที่ซึ่งมีผลต่อการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา ที่คนในพื้นที่พากันคาดหวังว่า ผู้ที่จะเข้ามาจะต้องมีความาสามารถในการบริหารภายใต้การเป็นเมืองพิเศษ ที่เต็มไปด้วยปัญหาในเชิงโครงสร้างของระบบราชการ อำนาจหลาย ๆ อย่าง
“ นายกที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้มีอำนาจมากมาย เพราะหลาย ๆ อย่างยังเป็นหน้าที่ของส่วนงานราชการอื่นๆที่มีส่วนสัมพันธ์กับพัทยา อย่างเช่น ชายหาด นายกก็ไม่มีอำนาจเต็มที่ในการจัดการ ต้องไปประสานกับหน่วยงานอื่น ประปา ก็ต้องประสานกับประปา ไฟฟ้า ทุกอย่าง แม้กระทั่งถนน นี่คือสิ่งที่มันเห็นว่าความซับซ้อน ที่คนพัทยาจะต้องทำความเข้าใจ เพราะถ้าเราไม่ทำความเข้าใจกันแบบนี้ ระยะยาวคนก็จะมีความคาดหวัง เมื่อเห็นอะไรที่รู้สึกว่าล่าช้าก็จะไปโทษผู้บริหาร โทษเมืองพัทยา โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ผู้บริหารก็โดนด่า เวลาขุดท่อก็โดนด่า”
รศ.ดร.โอฬาร ยังบอกอีกว่าปัจจุบัน เมืองพัทยา มีประชากรประมาณกว่าแสนคน แต่มีประชากรแฝงมากว่า 8 แสนคน ดังนั้น ผู้บริหารเมืองพัทยา จะต้องมีวิสัยทัศน์และเข้าใจคอนเซ็ปการบริหารเมืองสมัยใหม่ ที่มีความท้าทายมากกว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นอื่น ๆ อบต. เทศบาล อบจ. ซึ่งผู้บริหารจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าทั้ง น้ำท่วม ขุดลอกถนน สร้างถนน รถติดไม่ได้ แต่จะต้องวางแผนผังเมืองหรือว่าระบบเมืองในการที่จะทำให้ปัญหาเหล่านี้มันคลี่คลาย
ดังนั้น การเลือกตั้งเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยาในครั้งนี้ นโยบายการทำงานของคณะผู้บริหารจะต้องตอบโจทย์ในเรื่องความซับซ้อนต่างๆ ในเมืองพัทยาให้ได้เพราะเชื่อว่าสิ่งนี้ คือสิ่งที่คนในเมืองพัทยา รวมทั้งผู้ประกอบการต่างๆในพื้นที่มีความต้องการอย่างแท้จริง
“พัฒนาการของการเมืองท้องถิ่นส่วนใหญ่ในอดีต ยังคงอาศัยฐานเสียงจากเครือข่ายความสัมพันธ์ เช่น พรรคพวก เครือญาติ และระบบอุปถัมภ์ โดยไม่ได้เน้นนโยบายอย่างชัดเจน แต่ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังปี 2557 พบว่าพื้นที่เมืองขนาดใหญ่ เช่น จังหวัดชลบุรี และเมืองพัทยา เริ่มปรับตัวไปสู่การบริหารแบบมีวิสัยทัศน์ มีแผนงาน และกำหนดนโยบายที่ชัดเจนมากขึ้น เช่นเดียวกับ เมืองพัทยา ที่เริ่มเห็นพัฒนาการเชิงบวกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้การบริหารที่มุ่งแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ แม้จะยังเผชิญแรงกดดันจากความคาดหวังและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย”
อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญยังคงเป็น “คอขวด” ของระบบราชการรวมศูนย์ ที่จำกัดอำนาจและความคล่องตัวขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แม้เมืองพัทยาและกรุงเทพมหานครจะถูกนิยามว่าเป็น “เมืองพิเศษ” แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดด้านอำนาจและงบประมาณ
รศ.ดร.โอฬาร ยังเปรียบเทียบสถานการณ์ของพัทยากับกรุงเทพมหานครว่า แม้ผู้บริหารจะมีความรู้ ความสามารถ และเข้าใจปัญหา แต่ยังเผชิญอุปสรรคเชิงโครงสร้างในลักษณะเดียวกัน ซึ่งการบริหารเมืองยุคใหม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจาก “การเมืองแบบเครือข่าย” ไปสู่ “การเมืองเชิงนโยบาย” โดยผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ มองไกล และกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองอย่างชัดเจน
พร้อมจัดทำนโยบายที่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว ความปลอดภัย และสวัสดิการสังคม
ที่สำคัญทีมงานที่จะเข้ามาทำงานจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญหลากหลาย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ แทนการแต่งตั้งบุคลากรบนพื้นฐานผลประโยชน์ทางการเมือง การมีนโยบายที่ชัดเจนจะช่วยสร้าง “สัญญาประชาคม” ระหว่างผู้บริหารกับประชาชน ทำให้ประชาชนสามารถติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการทำงานได้
นอกจากนั้น การยกระดับเมืองพัทยาและกรุงเทพมหานครให้เป็น “เมืองพิเศษ” อย่างแท้จริง จำเป็นต้องมีการกระจายอำนาจ เพิ่มงบประมาณ และปรับโครงสร้างการบริหาร เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ท่ามกลางความซับซ้อนของสังคมเมืองยุคใหม่
สำหรับการเลือกตั้งเมืองพัทยาในครั้งใหม่นี้ยังคงมีชื่อของ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยาคนปัจจุบัน ที่พร้อมจะลงชิงชัยในการเมืองระดับท้องถิ่น เพื่อสานต่อนโยบายการทำงานเดิมอย่างแน่นอน
นอกจากนั้นยังมี นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร น้องชายอดีตรองนายกเมืองพัทยา ( นิรันดร์ วัฒนศาสตร์ธร) ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้บริหารโรงแรมฟลิปเปอร์เฮาส์ และผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งยังเคยเป็นสมาชิกสภาเมืองพัทยาตั้งแต่ปี 2555-2559 ที่ พรรคประชาชน ส่งเข้าชิงตำแหน่งนายกเมืองพัทยา แทน ดร.เอิง “นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ” ในนามทีมพัทยานาเกลือบ้านเรา ที่ได้ประกาศถอนตัวไปก่อนหน้า
ที่สำคัญผู้สมัครคนใหม่นี้ ยังมีกลุ่มนักการเมืองเก่าที่คร่ำหวอดในเมืองพัทยาหนุนหลัง จึงเชื่อว่าน่าจะสร้างสีสันในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน
เช่นเดียวกับ นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ อดีตนายอำเภอบางละมุงและรองอธิบดีกรมการปกครอง ที่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งก่อน ที่ยังจะขอใช้ความรู้ความสามารถ และคอนเนคชั่นที่ยังคงมีจากการทำงานในพื้นที่มานาน พิสูจน์ตัวเองในการลงเลือกตั้งนี้อีกครั้ง


