ศูนย์ข่าวนครราชสีมา- ฮือฮาขุดพบ “กู่ปราสาทหินทราย” โบราณสถานศิลปะขอม กลางหมู่บ้านจัดสรรโคราช นักโบราณคดี ชี้อายุกว่า 800-1,000 ปี เป็นศาสนสถานศาสนาฮินดู อีกทั้งใกล้กันพบสระน้ำโบราณขนาดใหญ่สะท้อนเป็นศูนย์กลางชุมชนใหญ่ในอดีต เผยเจ้าของที่ดินกันพื้นที่ 29 ตร.ว.ให้กรมศิลป์เข้าศึกษาตรวจสอบและหยุดพัฒนาโครงการชั่วคราว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีโลกออนไลน์ได้มีการแชร์รูปภาพและข้อความเกี่ยวกับการค้นพบ “กู่ปราสาทหินทราย” ตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านจัดสรร ปรางค์ทองนิเวศน์ หมู่ 2 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา จนสร้างความฮือฮาและได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก นั้น
วันนี้ (25 เม.ย.69) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า จุดที่มีการค้นพบเป็นที่ดินส่วนบุคคลซึ่งมีเอกสารสิทธิถูกต้อง โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เข้าดำเนินการสำรวจทางโบราณคดี นำโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ ซึ่งได้รับมอบหมายจาก นายสมเดช ลีลามโนธรรม นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ รักษาการผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา
นายสุชาติ ศรีนวลแก้ว อายุ 68 ปี ที่ปรึกษาเจ้าของที่ดิน เปิดเผยว่า ที่ดินมีพื้นที่ทั้งหมด 130 ไร่ และหลังจากมีการขุดพบโบราณสถานภายในพื้นที่ ได้กันพื้นที่ จำนวน 29 ตารางวา ซึ่งเป็นจุดที่พบหลักฐานสำคัญไว้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมศิลปากร เข้าดำเนินการศึกษาและตรวจสอบ โดยยินดีที่จะมอบพื้นที่ดังกล่าวด้วยความสมัครใจ ซึ่งเดิมพื้นที่ดังกล่าวนี้ มีสภาพเป็นป่ารกร้าง เต็มไปด้วยหนามและวัชพืช จึงได้นำเครื่องจักรเข้าปรับพื้นที่ กระทั่งพบก้อนหินจำนวนมากกระจายอยู่ใต้ดิน จึงนำขึ้นมาวางรวมไว้ด้านบน ยืนยันว่า ไม่มีการเคลื่อนย้ายหินออกนอกพื้นที่แต่อย่างใด
ทั้งนี้ ก่อนการค้นพบ เจ้าของที่ดินมีแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ ต่อเนื่องไปจนถึงแนวทางรถไฟ แต่เมื่อพบหลักฐานดังกล่าว จึงได้ระงับการดำเนินการทันที และทำหนังสือถึงกรมศิลปากร เพื่อขอให้เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ขอให้หยุดดำเนินการชั่วคราว และก่อนการขุดพบ ไม่เคยมีเหตุการณ์หรือความเชื่อหรือสิ่งผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะปล่อยให้กรมศิลปากรดำเนินการสำรวจให้แล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่า จะสิ้นสุดภายในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 นี้ ก่อนจะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งเกี่ยวกับแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ในอนาคต”
ด้าน นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เปิดเผยว่า ข้อมูลเกี่ยวกับโบราณสถานแห่งนี้ มีการบันทึกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 แต่ยังไม่เคยมีการสำรวจอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการปรับหน้าดินและพบชิ้นส่วนหินทราย จึงนำไปสู่การขุดตรวจทางโบราณคดีในครั้งนี้ ซึ่งวัตถุประสงค์สำคัญของการขุดตรวจ คือ การกำหนดขอบเขตโบราณสถานที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถอนุรักษ์ได้อย่างครอบคลุม
ขณะนี้การดำเนินงานเข้าสู่วันที่ 6 จากการขุดตรวจพบฐานของปราสาทหินในวัฒนธรรมขอม สันนิษฐาน ว่า สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 หรือประมาณ 800-1,000 ปีมาแล้ว โดยเฉพาะด้านทิศใต้ของโบราณสถาน มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ พบชุดฐานบัวและฐานเขียง ซึ่งเป็นลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่พบได้ทั่วไปในศิลปะขอม นอกจากนี้ ในหลุมขุดตรวจที่ 4 ยังพบฐานรองรับรูปเคารพ ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่า โบราณสถานแห่งนี้น่าจะเป็นศาสนสถาน หรือ วัดในศาสนาฮินดู
อย่างไรก็ตาม การขุดตรวจจะดำเนินการ รวม 8 วัน และมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 27 เมษายน 2569 ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำผังแสดงตำแหน่งโบราณสถานโดยละเอียด ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุขนาดพื้นที่โบราณสถานที่แน่ชัดได้ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างกระบวนการขุดตรวจ และต้องรอผลการหารือร่วมกับเจ้าของกรรมสิทธิที่ดิน โดยหลังเสร็จสิ้นการขุดตรวจ จะมีการกลบหลุม โดยก่อนดำเนินการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา จะจัดทำแผนผังโบราณสถานอย่างละเอียด เพื่อบันทึกตำแหน่งและลักษณะโครงสร้างไว้เป็นหลักฐาน
จากหลักฐานที่ปรากฏในปัจจุบัน สามารถสันนิษฐานได้ว่า โบราณสถานแห่งนี้เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู อีกทั้งบริเวณด้านตะวันออกห่างออกไปประมาณ 100 เมตร ยังพบสระน้ำโบราณขนาดใหญ่ หรือ บาราย ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “หนองบัว” ใกล้โรงเรียนอุบลรัตน์ สะท้อนให้เห็นว่า โบราณสถานแห่งนี้น่าจะเคยเป็นศูนย์กลางชุมชนขนาดใหญ่ในอดีต เนื่องจากต้องมีแหล่งน้ำรองรับประชากรจำนวนมาก


