xs
xsm
sm
md
lg

“มทร.อีสาน” MOU สหกรณ์โคนมขอนแก่น ร่วมวิจัยพัฒนาฟาร์มอัจฉริยะคาร์บอนต่ำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


พิะีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการ “การพัฒนาต้นแบบฟาร์มเกษตรอัจฉริยะคาร์บอนต่ำตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่”
ศูนย์ข่าวขอนแก่น-มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยด้านเกษตรสมัยใหม่ ลงนาม MOU ร่วมสหกรณ์โคนมขอนแก่น พัฒนาต้นแบบฟาร์มอัจฉริยะคาร์บอนต่ำ ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ มุ่งลดต้นทุน ลดก๊าซเรือนกระจก เพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน


วันนี้ (25 เม.ย.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) โดยรองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดี มทร.อีสาน ได้มอบอำนาจให้คณะวิจัยโครงการ “การพัฒนาต้นแบบฟาร์มเกษตรอัจฉริยะคาร์บอนต่ำตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่” เข้าร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัย ร่วมกับสหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด

มีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญญาพร ดวงสา หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศฯ มทร.อีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ในฐานะหัวหน้าโครงการ พร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมพล เยื้องกลาง คณบดีคณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน คณาจารย์ บุคลากร และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมในพิธีลงนาม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญญาพร ดวงสา หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศฯ มทร.อีสาน วิทยาเขตขอนแก่น เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาต้นแบบฟาร์มเกษตรอัจฉริยะคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสูตรอาหารสัตว์คาร์บอนต่ำจากวัตถุดิบในท้องถิ่น เพื่อลดต้นทุนการผลิต และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระบบการเลี้ยงโค

นอกจากนี้ ยังมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการเลี้ยงโคแบบคาร์บอนต่ำ การผลิตอาหารโค ตลอดจนการพัฒนาและแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ รวมทั้งยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้สามารถแข่งขันในตลาดได้




"ความร่วมมือในครั้งนี้ ยังเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิจัย สหกรณ์โคนมขอนแก่น และเกษตรกรเครือข่าย ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในระยะยาว"ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญญาพร กล่าว

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ มทร.อีสาน ในการนำองค์ความรู้ด้านวิชาการมาบูรณาการกับภาคการผลิตจริง เพื่อขับเคลื่อนเกษตรกรรมไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต สำหรับแหล่งทุนที่ได้งบประมาณวิจัยในครั้งนี้ คือสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)