อ่างทอง – สร้างความฮือฮาในวงการประมงน้ำจืด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดอ่างทอง ทดลองเลี้ยง ปลาบู่ ในกระชังเป็นครั้งแรกของจังหวัดอ่างทองและพื้นที่ลุ่ม แม่น้ำเจ้าพระยา หวังต่อยอดเป็นสัตว์เศรษฐกิจมูลค่าสูง รองรับตลาดทั้งในและต่างประเทศ
วันนี้ื( 22 เม.ย.) น.ส.จิระภา โพธิ์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์ฯ พร้อมทีมวิจัย เปิดเผยความคืบหน้าการทดลองเลี้ยงปลาบู่ในกระชัง ที่ติดตั้งในคลองโผงเผง ต.โผงเผง จ.อ่างทอง ซึ่งเป็นคลองสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยใช้กระชังขนาด 1×1×1.30 เมตร
การทดลองครั้งนี้ใช้ปลาบู่อายุ 1 ปี ขนาดเฉลี่ย 16 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 50 กรัม ปล่อยลงเลี้ยงรวม 9 กระชัง แบ่งเป็น 3 ระดับความหนาแน่น ได้แก่ 20, 40 และ 60 ตัวต่อตารางเมตร เพื่อเปรียบเทียบอัตราการเจริญเติบโต โดยจะมีการติดตามผลทุกเดือน และใช้ระยะเวลาทดลองประมาณ 6 เดือน
น.ส.จิระภา ระบุว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของงานวิจัยคือการพัฒนาให้ปลาบู่สามารถกิน “อาหารเม็ด” ได้ จากเดิมที่เป็นปลากินเนื้อ ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนและเหมาะต่อการเลี้ยงเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยพ่อแม่พันธุ์ถูกนำมาจาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปทุมธานี ตั้งแต่ปี 2559 และใช้เวลาพัฒนาต่อเนื่องหลายปีจนเริ่มเห็นผลสำเร็จในปี 2564
ทั้งนี้ สภาพแวดล้อมของคลองโผงเผงมีอุณหภูมิน้ำเฉลี่ย 28–31 องศาเซลเซียส ซึ่งเหมาะสมต่อการเลี้ยงปลาบู่ตามธรรมชาติ ทำให้การทดลองครั้งนี้มีแนวโน้มประสบความสำเร็จ โดยถือเป็นพื้นที่ใหม่ เนื่องจากปัจจุบันการเลี้ยงปลาบู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติยังมีเพียงบางพื้นที่ เช่น กาญจนบุรี และอุตรดิตถ์
ด้านนายวีร์ กี่จนา ประมงจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่มีการเลี้ยงปลาในกระชังรวม 158 ราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 24,000 ตารางเมตร ส่วนใหญ่เป็นปลาทับทิม ขณะที่บางส่วนเริ่มทดลองเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่น เช่น กุ้งก้ามกราม ปลาดกคัง และปลาสังกะวาด
สำหรับ “ปลาบู่” ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากมีราคารับซื้อถึงกิโลกรัมละประมาณ 200 บาท เป็นที่นิยมในร้านอาหารภายในประเทศ และมีความต้องการสูงในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน
หากการทดลองประสบผลสำเร็จ จะเป็นการเปิดทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เพิ่มรายได้ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสัตว์น้ำชนิดเดิม และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนในอนาคต.


