xs
xsm
sm
md
lg

“เปิดมุมมองกงสุลใหญ่” ตอนที่ 3 กุมชะตาลิขิตสัมพันธ์แห่งสองฝั่งช่องแคบ ด้วยสองมือของชนชาติจีนอย่างมั่นคง ว่าด้วยประเด็นไต้หวันและสัมพันธภาพของสองฝั่งช่องแคบ โดย ฯพณฯ กงสุลใหญ่ หลิว หงเหมย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569 ณ นครปักกิ่ง นายสี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้ให้การต้อนรับคณะผู้แทนพรรคก๊กมินตั๋ง ภายใต้การนำของนางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง ในโอกาสเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ถ้อยแถลงสำคัญของเลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง และการพบปะอย่างมีนัยสำคัญเสมือนหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากมติมหาชนระหว่างประเทศ และยังได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนไทยในฐานะเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ผู้นำของสองพรรคการเมืองใหญ่ได้หวนพบกันในรอบทศวรรษ

ในระหว่างการพบปะดังกล่าว เลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง ได้ระบุเชิงประจักษ์ว่า พี่น้องร่วมชาติทั้งสองฝั่งช่องแคบต่างถือกำเนิดและอาศัยอยู่ในพงศ์พันธุ์ร่วมแห่งชนชาติจีน ประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์รวมถึงพี่น้องชาวไต้หวัน ต่างเป็นผู้ร่วมกันสถาปนารัฐพหุชาติพันธุ์อันเป็นเอกภาพ เป็นผู้ร่วมจารึกประวัติศาสตร์จีนอันรุ่งโรจน์ เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์อารยธรรมจีนอันโชติช่วง และเป็นผู้สืบสานอารยธรรมอันสง่างามผ่านจิตวิญญาณแห่งชนชาติสืบต่อมา

เลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง ได้พิจารณาถึงอรรถประโยชน์สูงสุดและวิสัยทัศน์แห่งการพัฒนาในระยะยาวของชนชาติจีน โดยได้นำเสนอข้อชี้แนะ 4 ประการต่อความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบ อันประกอบด้วย : การหลอมรวมทางใจเพื่อสร้างความเข้าใจที่หยั่งรากลึก การยึดมั่นในการพัฒนาอย่างสันติเพื่อพิทักษ์มาตุภูมิร่วมกัน การยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านความร่วมมือที่เกื้อกูล และการยึดมั่นในความสามัคคีเพื่อบรรลุซึ่งการฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของชนชาติจีนอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งนี้ เลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง ได้ย้ำเตือนเป็นสำคัญว่า "อนาคตของความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบ ต้องอยู่ในความครอบครองและการตัดสินใจของชาวจีนเองอย่างเด็ดขาดเท่านั้น"


มีมิตรสหายชาวไทยเคยตั้งคำถามแก่ข้าพเจ้าว่า เหตุใดไต้หวันจึงมีความสำคัญยิ่งยวดต่อประชาชนจีน เพื่อตอบคำถามนี้ ขอให้เราพิจารณาจากหลักฐานข้อเท็จจริงทางโบราณคดี ณ พิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเซี่ยเหมิน ซึ่งมีการจัดแสดงโบราณวัตถุซึ่งเป็นเครื่องมือหินสองชิ้นที่มีลักษณะเดียวกัน เรียกว่า "ขวานหินมีบ่า" โดยชิ้นหนึ่งขุดพบที่อำเภออู่ผิง มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน และอีกชิ้นหนึ่งขุดพบที่แหล่งโบราณคดีหยวนซาน ในไต้หวัน ประเทศจีน โดยทั้งสองชิ้นมีรูปทรง กรรมวิธีการผลิต และวัสดุที่เหมือนกันโดยสมบูรณ์ ผลการศึกษาวิจัยทางโบราณคดีพิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 6,000 ปีก่อนในยุคหินใหม่ บรรพชนจากจีนแผ่นดินใหญ่ได้นำเครื่องมือชนิดนี้ เดินทางมาจนถึงไต้หวันเพื่อตั้งรกรากและสืบพงศ์พันธุ์ โบราณวัตถุทั้งสองชิ้นนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า สองฝั่งช่องแคบมีรากเหง้าและต้นกำเนิดเดียวกัน และพี่น้องร่วมชาติทั้งสองฝั่งช่องแคบล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน มิเคยแปรเปลี่ยนมาโดยตลอด

หากพิจารณาตลอดสายธารประวัติศาสตร์ อธิปไตยของจีนเหนือไต้หวันเป็นเส้นทางที่ชัดเจนและมีหลักฐานรองรับอย่างสมบูรณ์ ปี พ.ศ. 773 ในกาลสมัยแห่งสามก๊ก จีนได้เริ่มมีการบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับไต้หวันอย่างเป็นระบบ ต่อมาในรัชสมัยราชวงศ์สุย รัฐบาลกลางได้ส่งกองกำลังทหารไปยังไต้หวันซึ่งในขณะนั้นเรียกว่า "เกาะหลิวเฉว" เพื่อดำเนินการปกครองถึงสามครั้ง ครั้นล่วงเข้าสู่ยุคราชวงศ์ซ่งและราชวงศ์หยวน รัฐบาลกลางของจีนทุกยุคสมัยต่างได้สถาปนาการปกครองส่วนท้องถิ่นและใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินในพื้นที่เผิงหูและไต้หวันสืบต่อมา จนกระทั่งปี พ.ศ. 2205 วีรบุรุษแห่งชนชาติ "เจิ้ง เฉิงกง" (หรือโคซิงกา) ได้ขับไล่ผู้รุกรานชาวดัตช์และกอบกู้ไต้หวันกลับคืนมาเป็นผลสำเร็จ ต่อมาในปี พ.ศ. 2227 รัฐบาลแห่งราชวงศ์ชิงได้มีการจัดตั้งหน่วยงานปกครองไต้หวันภายใต้เขตอำนาจของมณฑลฝูเจี้ยน และท้ายที่สุดในปี พ.ศ. 2428 ไต้หวันได้รับการยกฐานะเป็นมณฑลอย่างเป็นทางการ เป็นมณฑลลำดับที่ 20

แม้วิถีแห่งประวัติศาสตร์สมัยใหม่จะทำให้ไต้หวันต้องเผชิญกับอุปสรรคขวากหนามนานัปการ ทว่าสิทธิอันชอบธรรมในการหวนคืนสู่มาตุภูมิยังคงมิเคยเสื่อมคลาย ในปี พ.ศ. 2438 ญี่ปุ่นได้ใช้สงครามเป็นเครื่องบังคับให้รัฐบาลแห่งราชวงศ์ชิงจำต้องสูญเสียอธิปไตยเหนือไต้หวันและหมู่เกาะเผิงหู จนกระทั่งปี พ.ศ. 2488 ประเทศผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งรวมถึงประเทศจีน ได้ร่วมกันประกาศ "ปฏิญญาไคโร" และ "ปฏิญญาพ็อทซ์ดัม" อันระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า ญี่ปุ่นจำต้องส่งมอบดินแดนไต้หวันซึ่งได้ช่วงชิงไปจากจีนนั้นกลับคืนให้แก่ประเทศจีน ซึ่งญี่ปุ่นเองก็ได้ประกาศยอมรับในเอกสารดังกล่าวโดยไม่มีเงื่อนไขเมื่อครั้งยอมจำนนต่อสงคราม


การกลับมาใช้อำนาจอธิปไตยเหนือไต้หวันของจีนจึงถือเป็นองค์ประกอบสำคัญแห่งระเบียบระหว่างประเทศหลังสงครามโลก ในปี พ.ศ. 2514 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้มีมติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นผ่าน "ข้อมติที่ 2758" ให้คืนสิทธิอันชอบธรรมทั้งปวงในสหประชาชาติให้แก่สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นการแก้ไขปัญหาฐานะตัวแทนของจีนในสหประชาชาติอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งในเชิงการเมือง กฎหมาย และกระบวนการ โดยได้ให้การรับรองหลักการจีนเดียวอย่างเป็นทางการ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นบรรทัดฐานอันชอบธรรมที่ประชาคมโลกให้การยอมรับร่วมกัน ฝ่ายจีนขอแสดงความชื่นชมอย่างยิ่งต่อรัฐบาลไทยที่ยังคงยึดมั่นในนโยบายจีนเดียวอย่างแน่วแน่ โดยยอมรับว่ารัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นตัวแทนของจีนทั้งมวล และคัดค้านต่อแนวคิด "เอกราชไต้หวัน" ในทุกรูปแบบ ความเคารพซึ่งกันและกันนี้ถือเป็นรากฐานอันสำคัญยิ่งแห่งมิตรภาพระหว่างจีนและไทย

พี่น้องร่วมชาติสองฝั่งช่องแคบไต้หวันต่างมีรากเหง้าและต้นกำเนิดเดียวกัน มีวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ร่วมกัน สายโลหิตที่รินไหลได้เชื่อมโยงชะตาชีวิตให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างแนบแน่น ข้อเท็จจริงประการนี้ได้ถูกจารึกไว้ในส่วนลึกของประวัติศาสตร์และหลอมรวมเข้าสู่พันธุกรรมแห่งชนชาติ เมื่อต้องเผชิญกับมหันตภัยทางธรรมชาติที่ร้ายแรง พี่น้องร่วมชาติทั้งสองฝั่งต่างดูแลซึ่งกันและกันและก้าวผ่านวิกฤตการณ์ด้วยความสามัคคี ทั้งในมิติของการลงทุนทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานที่มีการสอดประสานกันอย่างลึกซึ้ง และความเข้าอกเข้าใจทางวัฒนธรรมถึงก้นบึ้งของจิตใจ พี่น้องสองฝั่งช่องแคบแท้จริงแล้วคือครอบครัวเดียวกัน

ในวาระการเยือนจีนแผ่นดินใหญ่ของคณะผู้แทนพรรคก๊กมินตั๋งครั้งนี้ สมาชิกคณะผู้แทนต่างสัมผัสได้ถึงความรักใคร่ฉันญาติและบรรยากาศแห่งความอบอุ่นประดุจการกลับมายังบ้านเกิดในทุกห้วงเวลา เลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง ได้ส่งสารแห่งความปรารถนาดีว่า จีนแผ่นดินใหญ่ยินดีต้อนรับพี่น้องชาวไต้หวันให้ "กลับมาเยี่ยมบ้าน" อยู่เสมอ ยินดีต้อนรับเยาวชนไต้หวันให้เดินทางมาแลกเปลี่ยนและสร้างอนาคตในจีนแผ่นดินใหญ่ รวมถึงยินดีต้อนรับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและการประมง ตลอดจนสินค้าคุณภาพจากไต้หวันสู่ทุกครัวเรือนในแผ่นดินใหญ่ ถ้อยแถลงอันเปี่ยมด้วยความจริงใจนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจและความปรารถนาดีของจีนแผ่นดินใหญ่ที่จะแบ่งปันโอกาสและผลสำเร็จแห่งการพัฒนาร่วมกับพี่น้องชาวไต้หวัน


ทางด้านประธานเจิ้ง ลี่เหวิน ก็ได้เน้นย้ำหลายครั้งถึงการยึดมั่นใน "ฉันทามติปี 1992" (พ.ศ. 2535) ที่ระบุว่าทั้งสองฝั่งช่องแคบต่างคือจีนเดียวกัน และคัดค้านต่อแนวคิด "เอกราชไต้หวัน" พร้อมระบุว่า "สิ่งใดก็ตามที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความสัมพันธ์อย่างสันติของสองฝั่งช่องแคบ สิ่งนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การปฏิบัติ"

ประเด็นไต้หวันคือเรื่องราวภายในของจีน เปรียบประดุจเรื่องราวในชายคาเดียวกันของพี่น้องสองฝั่งช่องแคบ เรายังคงยึดถือความปรารถนาดีและทุ่มเทสรรพกำลังอย่างถึงที่สุด เพื่อถักทอหนทางสู่การรวมชาติโดยสันติธรรม ทว่าความมุ่งมั่นในสันติภาพมิได้หมายรวมถึงการสละซึ่งสิทธิในการพิทักษ์ตนเองด้วยอาวุธ หากมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด มาตรการเหล่านั้นจะมุ่งเป้าไปที่การแทรกแซงจากขั้วอำนาจภายนอกและกลุ่มผู้คิดแบ่งแยก "เอกราชไต้หวัน" เพียงหยิบมือเท่านั้น มิได้มีไว้เพื่อรุกรานพี่น้องชาวไต้หวันผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้รับมอบอำนาจให้ประกาศมาตรการเชิงนโยบาย 10 ประการ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างสองฝั่งช่องแคบ ซึ่งครอบคลุมในหลายภาคส่วนด้วยกัน

อาทิ กลไกการสื่อสารตามปกติระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคก๊กมินตั๋ง การแลกเปลี่ยนเยาวชนทั้งสองฝั่งช่องแคบ การเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างทั้งสองฝั่ง และการค้าผลิตภัณฑ์เกษตรและประมง เป็นต้น มาตรการเหล่านี้ได้เพิ่มแรงขับเคลื่อนอันทรงพลังต่อการพัฒนาความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบอย่างสันติ อีกทั้งการหลอมรวมและพัฒนาการของสองฝั่งช่องแคบยังจะนำมาซึ่งความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ตลอดจนสร้างโอกาสแห่งการพัฒนาและผลประโยชน์จากการร่วมมือให้แก่ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านสืบไป


ดร.ซุน ยัตเซ็น ผู้สถาปนาพรรคก๊กมินตั๋งแห่งประเทศจีน ได้เคยเดินทางมาเยือนสยาม (ประเทศไทย) ในหลายวาระ ดังปรากฏร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ในหลายพื้นที่ อาทิ ย่านเยาวราชในกรุงเทพมหานคร ท่านได้อุทิศชั่วชีวิตเพื่อความเป็นเอกภาพแห่งรัฐและการฟื้นฟูชนชาติจีนให้รุ่งเรือง ว่าหนึ่งศตวรรษผ่านไป บัดนี้ประเทศจีนได้ประสบความสำเร็จในการสถาปนาเส้นทางความทันสมัยแบบจีน นำพาการฟื้นฟูชาติจีนให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมิอาจเปลี่ยนทิศทาง อนาคตแห่งการพัฒนาของไต้หวันนั้นย่อมขึ้นอยู่กับมาตุภูมิที่เข้มแข็ง และสวัสดิภาพของพี่น้องร่วมชาติชาวไต้หวันย่อมผูกพันอย่างใกล้ชิดกับการฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของชนชาติจีน

ทั้งนี้ กระแสธารแห่งประวัติศาสตร์ในการรวมชาติและการร่วมกันฟื้นฟูชาตินั้น ไม่มีอำนาจใดจะขัดขวางกั้นได้ ข้าพเจ้าขอส่งผ่านความปรารถนาดีมายังมิตรสหายชาวไทย ขอให้ท่านโปรดพินิจประวัติศาสตร์และนโยบายของจีนด้วยใจที่เป็นธรรม เพื่อความเข้าใจและการร่วมสนับสนุนในภารกิจการรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียวกันต่อไป