xs
xsm
sm
md
lg

อดีตเลขาฯ หอการค้าอีสานชำแหละรัฐบาลจ่อกู้เงิน 5 แสนล้าน ส่อวิกฤตถังแตก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ อดีตเลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - “ทวิสันต์ โลณานุรักษ์” อดีตเลขาฯ หอการค้าภาคอีสาน ชำแหละรัฐบาลจ่อกู้เงิน 5 แสนล้าน ส่อวิกฤตถังแตก เตือนหนี้สาธารณะชนเพดานงบกลาง เหลือแค่ 2 หมื่นล้าน หวั่นทำเศรษฐกิจพัง

นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ อดีตเลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนักวิชาการอิสระจังหวัดนครราชสีมา ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่รัฐบาลมีแผนจะกู้เงินจำนวน 5 แสนล้านบาท และมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการขยายเพดานเงินกู้เพิ่มขึ้นในขณะนี้ว่า การกู้เงินในภาวะที่รัฐบาลไม่มีเงิน ถือเป็นเรื่องปกติที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เช่น ในปี 2541 หลังวิกฤตต้มยำกุ้งที่อดีตนายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย เคยกู้เงิน 8 แสนล้านบาท เพื่อมาเยียวยา หรือในปี 2563-2564 ที่อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กู้เงินรวมกันประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท

ดังนั้น การที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะกู้เงิน 5 แสนล้านบาทจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่า จะนำเงินไปทำอะไร ซึ่งอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อย่าง นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ก็มองว่า จำเป็นต้องกู้แต่ต้องไม่นำไปใช้ในโครงการประชานิยม หรือนำไปแจก ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช ก็เน้นย้ำว่าต้องชัดเจนในวัตถุประสงค์ มิเช่นนั้นประชาชนจะไม่ยอมรับ

นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ อดีตเลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ทั้งนี้ ตนเห็นว่าปัจจุบันรัฐบาลมีปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องใช้เงินเร่งด่วนหลายด้าน ทั้งปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือที่กระทบการท่องเที่ยวอย่างหนัก จนจังหวัดเชียงใหม่กลายเป็นเมืองมลพิษอันดับหนึ่งของโลก และยังมีปัญหาน้ำมันที่ต้องอุดหนุนราคาเพื่อไม่ให้กระทบประชาชน ปัญหาภัยแล้งที่กระทบภาคเกษตรกรรม รวมถึง ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำที่ทำให้ร้านค้าปิดตัวและบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เริ่มมีปัญหา ตลอดจนงบประมาณด้านความมั่นคงในการจัดซื้ออาวุธที่รัฐบาลยืนยันว่าจำเป็น ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันน่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากงบกลางเหลืออยู่เพียงประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำเนินโครงการต่างๆ เช่น คนละครึ่งพลัส ทำให้รัฐบาลอยู่ในสภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก

สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันพุ่งสูงถึง 66% ต่อ GDP แล้ว ขณะที่เพดานหนี้ตั้งไว้ที่ 70% หากกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาทก็จะจ่อชนเพดานทันที จนอาจต้องมีการแก้กฎหมายขยายวงเงินกู้เพิ่มขึ้น ซึ่งหนี้สาธารณะระดับนี้ ทำให้เราต้องจ่ายดอกเบี้ย สูงถึงปีละ 2-3 แสนล้านบาท สะท้อนถึงปัญหาการเงินของประเทศที่อาจส่งผลให้การกู้เงินจากต่างประเทศในอนาคตมีดอกเบี้ยแพงและมีเงื่อนไขมากขึ้น ตนมองว่า แม้รัฐบาลจะได้ประโยชน์จากการมีเงินมาใช้จ่ายเพิ่มสภาพคล่อง แต่ประชาชนคือผู้ที่ต้องแบกรับภาระหนี้ทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่สมาชิกวุฒิสภาบางคน เสนอให้ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ซึ่งตนเตือนว่าหากขึ้นภาษีในเวลานี้จะเกิดเงินเฟ้อทันที มูลค่าเงิน 1 บาทจะซื้อของได้น้อยลง เป็นการซ้ำเติมประชาชนอย่างรุนแรง ดังนั้น รัฐบาลต้องคิดให้ครบถ้วนก่อนดำเนินการใดๆ สำหรับสิ่งที่ควรทำเร่งด่วน หากกู้เงินมาได้ คือ การแก้ปัญหาฝุ่นพิษ ปัญหาราคาน้ำมัน และปัญหาภัยแล้ง ซึ่งหากรัฐบาลอธิบายให้ชัดเจนว่า เงินจะถูกนำไปใช้แก้ปัญหาเหล่านี้ ประชาชนก็น่าจะรับได้ แต่หากนำไปแจกแบบประชานิยม เชื่อว่า สังคมจะไม่ยอมรับแน่นอน

ปัจจุบันหนี้สาธารณะถือเป็นภาระที่รัฐบาลพยายามขอความร่วมมือให้หน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่นประหยัดงบประมาณ เช่น การซ่อมแซมถนนแทนการสร้างใหม่ หรือ การเช่ารถไฟฟ้าแทนการซื้อขาด เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ ถูกเลื่อนการเปิดตัวออกไปเพราะขาดงบประมาณต่อเนื่อง

วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาล ว่าจะสามารถบริหารจัดการเงินก้อนนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเรียกความศรัทธากลับมาได้หรือไม่ เพราะในสภาวะที่งบกลางเหลือเพียง 2 หมื่นล้านบาท รัฐบาลแทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหาเงินเพิ่มท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึง ปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและงบประมาณของไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้

ตนเชื่อว่า สุดท้ายรัฐบาลอาจจำเป็นต้องขึ้นภาษี ซึ่งจะเป็นโชคร้ายของรัฐบาลชุดนี้ที่เริ่มต้นมาก็ต้องเจอกับงานที่เป็นภาพลบและวิกฤตซ้อนวิกฤตเช่นนี้