กาญจนบุรี - กาญจนบุรีเผชิญวิกฤตไฟป่าและหมอกควันต่อเนื่อง กระทบสุขภาพประชาชน ผู้ว่าฯ ประสานขอสนับสนุนฝนหลวงช่วยบรรเทา ขณะเจ้าหน้าที่-ชาวบ้านผนึกกำลังควบคุมสถานการณ์ทั้งภาคพื้นและทางอากาศ แม้ภูมิประเทศเสี่ยงและอากาศไม่เอื้อ
วันนี้ ( 20 เม.ย.) น.ส.วริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า สถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีช่วงเดือนมกราคม–เมษายนของทุกปี มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชน โดยมีสาเหตุหลักจากการเผาในที่โล่ง ทั้งไฟป่า การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร และการเผาในพื้นที่ชุมชน
ทั้งนี้ จังหวัดได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทำหนังสือถึงกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขอรับการสนับสนุนปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา จนถึงสิ้นฤดูแล้ง
โดยหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้ขึ้นบินปฏิบัติการรวม 47 วัน 106 เที่ยวบิน ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จ.นครสวรรค์ เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 19 เม.ย. ขึ้นบินแล้ว 14 วัน 34 เที่ยวบิน สามารถช่วยให้เกิดฝนตกเล็กน้อยในพื้นที่การเกษตร และบรรเทาหมอกควันในหลายอำเภอ อาทิ หนองปรือ ศรีสวัสดิ์ ไทรโยค บ่อพลอย และทองผาภูมิ
อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการฝนหลวงยังมีข้อจำกัด เนื่องจากสภาพอากาศในพื้นที่มีอุณหภูมิสูงและความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ ไม่ถึงเกณฑ์ 60% ที่จะสามารถก่อเมฆและทำให้เกิดฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์หมอกควันจากไฟป่ายังคงปกคลุมพื้นที่อำเภอสังขละบุรีและทองผาภูมิอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ได้เร่งควบคุมไฟป่าในพื้นที่ป่าเขาเรดาห์ ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี ต่อเนื่องนานเกือบ 2 เดือน พร้อมสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์บินทิ้งน้ำรวมกว่า 50 เที่ยวบิน สามารถควบคุมสถานการณ์ได้บางส่วน และความรุนแรงของไฟเริ่มลดลง
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชาวบ้าน ยังคงเดินหน้าดับไฟอย่างเต็มกำลัง เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้ได้โดยเร็วที่สุด
ด้านนายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณ ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังเกิดไฟลุกลามหลายจุด ท่ามกลางอุปสรรคสำคัญ ทั้งเชื้อเพลิงสะสมจำนวนมาก ภูมิประเทศสูงชัน และกระแสลมแรงที่ทำให้ไฟลุกลามรวดเร็ว
การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เป็นหลัก มีการวางแผนเข้าพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์สนับสนุน รวมถึงการใช้อากาศยานช่วยลดความรุนแรงของไฟ แม้บางช่วงจะมีข้อจำกัดด้านทัศนวิสัย
ทั้งนี้ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดับไฟป่ารายหนึ่งเกิดอาการแน่นหน้าอกและความดันสูงระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และเข้ารักษาที่โรงพยาบาลท่ากระดาน ล่าสุดอาการปลอดภัยและแพทย์อนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านแล้ว
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมสถานการณ์ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ ที่ร่วมแรงร่วมใจปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลัง ท่ามกลางความเสี่ยงรอบด้าน โดยคาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง หากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและสามารถควบคุมแนวไฟได้อย่างต่อเนื่อง


